แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอยหมองคล้ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอยหมองคล้ำ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เคล็ดลับ นอนดึกต้องกินไรดีน๊า


เคล็ดลับ!! อดนอนต้องกินไรดีน๊า

การกินอาหารที่จะช่วยให้สดใสได้แม้ต้องอดนอนมาฝาก รู้เปล่าว่าอาหารมื้อเย็นสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้เราอยู่ดึกได้โดยไม่หมดพลัง สำหรับคนที่อดนอน ควรกินอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว และขนมปังในปริมาณน้อย แต่ ควรกินอาหารจำพวกปลา ผักผลไม้สด ทดแทนในมื้อนี้เพื่อเพิ่มความสดชื่น

อย่างไรก็ตาม หลังจากกินอาหารเหล่านี้ไปแล้วอาจรู้สึกหิวเร็วระหว่างนี้ให้กิน ผลไม้หรือโยเกิร์ต แค่นี้ก็ช่วยรักษาพลังงานของร่างกายให้กระฉับกระเฉงและไม่รู้สึกอ่อนเพลียได้แล้วค่ะ

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

แต่งหน้าผิด!!!มีวิธีแก้ง่ายๆจ้า


 "แต่งหน้าผิด" ทำไงดี? มีทางแก้ไข!!
ปัญหาแต่งหน้าเลอะ แต่งหน้าผิด เกิดขึ้นได้กับคุณผู้หญิงกันอยู่บ่อยๆ ใช่ไหมล่ะค่ะเราเชื่อว่า คงมีคุณผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เจอะเจอกับปัญหา "แต่งหน้าเลอะ" "แต่งหน้าผิด" แบบนี้ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องรีบเร่งด้วยแล้วเมื่อเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อาจจะถึงกับออกอาการเซ็งกันเลยทีเดียวค่ะ วันนี้ เรามาหา วิธีแก้ไขข้อผิดพลาดเวลาแต่งหน้า มาให้คุณผู้หญิงไ้ด้นำเคล็ดลับนี้ไปใช้กัน จะได้ไม่ต้องเกิดปัญหา "แต่งหน้าเลอะ" "แต่งหน้าผิด" กันอีกค่ะ ว่าแล้วมาดูเคล็ดลับ วิธีแก้ไขข้อผิดพลาดเวลาแต่งหน้า ที่เรานำมาแนะนำกันเลยดีกว่าไหมคะ แล้วอย่าลืมท่องจำกันให้ขึ้นใจนะคะ เพราะถ้าเกิดปัญหา "แต่งหน้าเลอะ" "แต่งหน้าผิด" กันขึ้นมาอีกจะได้หยิบเคล็ดลับนี้กันได้อย่างทันเวลาฉิวเฉียดยามแต่งหน้าเร่งรีบของคุณค่ะ ต่อไปคงไม่เกิดคำถามที่ว่า "แต่งหน้าเลอะ" "แต่งหน้าผิด" ทำไงดี? กันแล้วนะค่ะ เพราะว่ามีทางแก้ไขอยู่นี่แล้วค่ะ

1. รองพื้นหนาเกินไป
ให้ใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีด จากนั้นใช้พัฟฟองน้ำเกลี่ยรองพื้นที่ลงไว้ให้ทั่ว พอหน้าแห้งก็พร้อมแต่งหน้าขั้นตอนต่อไปได้เลย
2. เขียนคิ้วเข้มเกิน
หยิบมาสคาร่าสีทองหรือสีน้ำตาลทองมาปัดทับคิ้วสีคิ้วจะดูอ่อนลงทันที
3. ลงอายแชโดว์สีเข้มเกิน
ใช้พู่กันแต่งหน้าด้ามยาวหัวแปรงเล็กค่อยๆ ปัดฝุ่นอายแชโดว์ที่เกินออก
4. อายไลเนอร์แบบน้ำทาแล้วเส้นไม่คมสวยหรือไม่เป็นเส้นแบบที่ต้องการ
เขียนอายไลเนอร์ให้เส้นใหญ่ขึ้นเพื่อกลบความผิดพลาด แต่ถ้าต้องการเขียนใหม่ให้ใช้คลีนเซอร์ลบเครื่องสำอางลบความไม่เรียบร้อยของเส้นแค่เกลี่ยบริเวณที่เกิน รอให้แห้ง เท่านี้ก็พร้อมลงอายไลเนอร์ใหม่แล้ว
5. ปัดมาสคาร่าเลอะใบหน้า
ให้ใช้คอตตอนบัดจุ่มอายรีมูฟเวอร์แล้วเช็ดบริเวณที่เลอะออกทันที จากนั้นใช้แปรงแต้มแป้งเกลียบริเวณดังกล่าวให้เรียบเนียน
6. ปัดแก้มแดงเกินไป
ให้ใช้บลัชออนสีอ่อนกว่าเลือกแบบมีประกายมุกปัดทับสีจะดูอ่อนลงทันที หรือถ้ารู้สึกว่าเกินเยียวยาให้ใช้พู่กันขนาดใหญ่แต้มแป้งทูเวย์แล้วนำมาปัดแก้มทั่วบริเวณ และที่สำคัญให้ใช้พู่กันขนาดใหญ่ห้ามใช้พัฟเด็ดขาดเพราะจะทำให้แป้งดูหนาเกินไป
แค่นี้สาวๆก็ไม่ต้องกังวลกับปํญหาเล็กน้อยที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความสวยอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ  ลองนำหลากหลายวิธีไปใช้กันดูนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์และผลกระทบของเลเซอร์ รู้ก่อนทำ


 ประโยชน์เลเซอร์!!!มีไม่น้อยเลยน๊า
วันนี้เราจะพาคุณผู้หญิงรักความงามมาทำความรู้จักเกี่ยวกับประโยชน์เลเซอร์ที่คุณจะได้รู้ว่า เลเซอร์สามารถทำอะไรบ้าง เพราะโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ประโยชน์เลเซอร์ มีมากมายแต่ก็ต้องรู้ว่าควรจะใช้แบบไหนและเลเซอร์แบบไหนบ้างที่จะเหมาะกับอาการที่คุณเป็น เรามาดู ประโยชน์เลเซอร์ กันเลยดีกว่าค่ะ

ประโยชน์เลเซอร์
เลเซอร์ (Laser: Light Amplification by Stimulated) คือ พลังงานที่มีความเข้มสูงมีความยาวคลื่นเสียงเดียววิ่งเป็นเส้นตรงไปยังเป้าหมายที่ต้องการทำลาย วิวัฒนาการของเลเซอร์เพื่อความงามมีมากกว่า 30 ปี แต่เดิมใช้ตัดไฝ ลบรอยสัก รอยแผลเป็น ต่อมาจึงมีการพัฒนาให้หลากหลายมาดูกันว่าปัญหาผิวแต่ละแบบจะแก้ไขด้วยเลเซอร์ชนิดใดบ้าง

- ไฝ รอยด่างดำ หูด ใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์กำจัดเนื้อเยื่อผิวหนังที่บกพร่อง โดยไม่เป็นอันตรายต่อผิวไม่เจ็บปวด วิธีนี้ใช้เวลาน้อยแต่ให้ผลดีจึงทำเพียงครั้งเดียว

- ปานแดง แผลเป็นนูน (Keloid scar) หูดที่รักษายากและเส้นเลือดฝอย เลเซอร์แบบ PDL (Pulsed Dye Laser) เลเซอร์ชนิดนี้ทำให้หลอดเลือดมีความร้อนสูงมีลักษณะเป็นแสงวาบความเข้มข้นสูงแต่อ่อนโยน จึงไม่สร้างความเสียหายต่อผิวหนังโดยรอบ เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูงและใช้กับเด็กได้

- ปานดำ รอยคล้ำ รอยสัก กระแดด หรือกระที่เกิดขึ้นตามวัย เทคโนโลยี Q-Switched Nd: YAG Laser รักษาความผิดปกติของสีผิวด้วยเลเซอร์ โดยใช้ครีมยาชาทาก่อนแล้วยิงเลเซอร์คลื่นแสงสั้นผ่านผลึก YAG หลังการรักษาจะให้ทายาปฏิชีวนะและจะมีสะเก็ดแผลสีน้ำตาลอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ กระแดดรักษาหายได้ภายใน 1-2 ครั้ง แต่รอยสีเข้มหรือรอยสักต้องรักษามากกว่า 3-4 ครั้ง

- ขน การถอน โกน แวกซ์ หรือ การใช้ยาเคมีที่ทำให้ขนร่วง ยุ่งยาก เจ็บ และกำจัดขนได้ชั่วคราวเท่านั้น ต่างจากการใช้เลเซอร์ Lightsheer Giode Laser และ CoolGlide long-pulsed Nd: YAG Laser ที่ทำให้เส้นขนหยุดการเจริญเติบโตและหลุดร่วงในที่สุดแต่ต้องทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง

- ลบริ้วรอยแบบไม่มีแผล เป็นการใช้แสงเลเซอร์เพื่อกระตุ้นให้หนังแท้สร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เพื่อปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนเป็นการรักษาที่ไม่เจ็บและไม่มีแผล

- การยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด
เหมาะสำหรับผู้ที่ใบหน้า ลำคอ ท้องแขน หน้าท้อง และสะโพก เริ่มหย่อนคล้อย วิธีนี้ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) แต่ต้องทำบ่อย ๆ และเห็นผลช้า

- แผลหลุมและรูขุมขนกว้าง
แผลหลุมจากสิวรักษาด้วยยาไม่หาย ปัจจุบันจึงใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรักษาแผลหลุมที่ค่อนข้างลึก ใช้เลเซอร์ Erbium : YAG สำหรับแผลที่มีระดับความลึกปานกลาง และ Cool Glide สำหรับแผลตื้นและรูขุมขนกว้าง


ผลกระทบจากเลเซอร์ : คุณยอมรับได้แค่ไหน

แม้การทำเลเซอร์จะเห็นผลได้รวดเร็วแต่ก็มีผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหลักการทำงานของเลเซอร์คือทำให้เกิดความร้อน ผิวหนังจึงอักเสบง่ายเมื่อหายจากการอักเสบอาจจะมีรอยดำ ในคนผิวขาวอาจเกิดรอยแดงหลังการทำประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่คนผิวคล้ำอาจเกิดรอยดำ ประมาณ 1-2 เดือน รอยด่างถาวรหรือรอยแผลเป็นคีรอยด์


รู้ก่อนหลังทำเลเซอร์

ควรทำเลเซอร์กับแพทย์ที่มีความรู้ด้านผิวหนังเพราะรู้จักโรคและสภาพของโรค เช่น หูดเกิดขึ้นในชั้นบนหนังกำพร้าถึงหนังแท้ส่วนบน กระเนื้อเกิดขึ้นที่ชั้นหนังกำพร้า ถ้าแพทย์ไม่ชำนาญอาจยิงเลเซอร์ลึกเกินไปจนทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้

สำรวจราคาและจำนวนครั้งที่ต้องทำเลเซอร์ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณครั้งละ 1,000-3,000 บาท ก่อนทำเลเซอร์ไม่ควรตากแดด และต้องทาครีมบำรุงผิวเพื่อให้สีผิวปกติ สำหรับคนผิวเข้มแพทย์จะให้ยาปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ภายใน 2-4 สัปดาห์ หลังทำเลเซอร์ทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดได้ตามปกติ แต่ต้องเลี่ยงแดดและงดกิจกรรมกลางแจ้งเพราะผิวยังอ่อนแออยู่
รู้ประโยชน์ ชนิดของเลเซอร์ และผลกระทบกันบ้างแล้วหากสาวๆคนไหนสนใจที่จะทำเลเซอร์ควรศึกษา และแน่ใจก่อนนะคะทุกอย่างย่อมมีประโยชน์แล้วก็โทษ เพราะวิธีเสริมความมีเยอะแยะมากมาย เพียงแค่การทำเลเซอร์เป็นอีกวิธีนึงเท่านั้นค่ะ

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เคล็ดลับป้องกันริ้วรอยรอบดวงตา


เคล็บลับดูแลผิวรอบดวงตาสำหรับผู้หญิงวัย 30+

เมื่อพูดถึงผิวรอบดวงตา เป็นผิวที่ละเอียดอ่อนกว่าผิวส่วนอื่นบนใบหน้าถึง 3 เท่า และมักเป็นส่วนที่เกิดปัญหาริ้วรอยได้มากที่สุด และด้วยอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้ผิวรอบดวงตาเปราะบาง ประสิทธิภาพในการฟื้นบำรุงผิวตามธรรมชาติชะลอลงดังนั้นวัยจึงส่งผลให้ผู้หญิงในวัย 30 ปีขึ้นไปมีข้อกังวลกับ 4 สัญญาณสำคัญของปัญหาที่เกิดกับผิวรอบดวงตา ได้แก่ ริ้วรอยบนผิวพับเปลือกตา ผิวใต้ตาที่ไม่กระชับ เส้นริ้วบริเวณหางตา และเส้นริ้วรอยใต้ตา วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับเพื่อช่วยดูแล และลดเลือน 4 สัญญาณสำคัญแห่งริ้วรอยรอบดวงตาที่นำไปปฏิบัติง่าย ๆ ด้วยตัวเองมาฝากกันค่ะ


1. การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่หลาย ๆ คนมองข้ามไป เพราะการมีสุขภาพที่แข็งแรงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และเกราะกำบังให้แก่เซลล์ผิว เพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ดังนั้นอาหารเสริมเพื่อดวงตาสดใสที่ควรใส่ใจมีดังนี้

- บริโภคผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) ในปริมาณสูง เช่น ผลบิลเบอร์รี่ ผักใบเขียว และแครอท ช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา และช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้ พร้อมทั้งช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืดและมีความไวในที่มีแสงน้อย ๆ ดีกว่า

- บริโภคผัก ผลไม้ ที่มีสารลูทีน (Lutien) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พบได้ที่เลนส์ตาและจอรับภาพของตา ทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการต้านอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา และกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา ซึ่งพบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผลอโวคาโด บล็อกโคลี่ ข้าวโพด ฝักทอง ผักโขม และผักกวางตุ้ง

- บริโภคสารสกัดของโอเมก้า 3 หรือ รับประทานปลาชนิดต่าง ๆ


2. เปลือกตาก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องโดนกระหน่ำกับเมกอัพหลากชนิดแทบทุกวัน ฉะนั้นจึงลืมไม่ได้ที่จะถนอมเปลือกตาด้วยการชำระล้างเมกอัพและสิ่งสกปรกอื่น ๆ ให้เกลี้ยงก่อนเข้านอน ด้วยการแปะสำลีชุ่มอายเมกอัพรีมูฟเวอร์เพื่อให้อายเมกอัพละลายก่อน โดยค่อยๆ เช็ดซ้ำเบา ๆ จนเกลี้ยง จากนั้นอาจใช้คอตตอนบัดชุบอายเมกอัพรีมูฟเวอร์แล้วเช็ดตามขอบตาและซอกมุมเล็ก ๆ ให้สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น


3. เริ่มฝึกนิสัยพักสายตาโดยการมองออกไปไกลๆ ทุก ๆ 10 -15 นาที ก็จะเป็นการช่วยพักการทำงานของกล้ามเนื้อรอบดวงตาได้อย่างดี
นอกจากนี้ การกดจุดก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราสามารถทำได้ เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแรง ออกกำลังกายกล้ามเนื้อตา เพื่อลดปัญหาริ้วรอย และรอยเหี่ยวย่น ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

- ล้างทำความสะอาดรอบดวงตาให้เรียบร้อย

- ทาอายครีมที่คุณใช้อยู่ให้ทั่วผิวรอบดวงตา โดยใช้นิ้วกลางในการกดจุดเบา ๆ นับ 1 – 7 ค้างไว้ ก่อนเปลี่ยนจุด (ทำพร้อมกันทั้งสองข้าง) เริ่มจากใต้หัวตาลงมาประมาณ 1 ซม. กึ่งกลางตา (ใต้ตา หางจากดวงตาประมาณ 1 ซม.) และปลายตา (ห่างจากดวงตาประมาณ 1 ซม.)

- หลับตา ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วก้อยวางประกบไปบนเปลือกตา กดเบา ๆ นับ 1 – 7 ค้างไว้แล้วจึงผ่อนน้ำหนักออกแล้วค่อย ๆ ลืมตา


ใครอยากมีผิวใต้ตาที่กระชับ ไร้ริ้วรอยบริเวณหางตา และใต้ตา ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปลองปฏิบัติกันดูนะคะ รับรองว่าสวยใสไม่แก่ก่อนวัยแน่นอนค่ะ

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีแก้ปัญหา ใต้วงแขนดำ



        วิธีแก้ปัญหา ใต้วงแขนดำ

    คุณสาวหลายคนที่มีปํญหารักแร้ดำ วันนี้เรามีสูตรเด็ดเคล็ดลับให้คุณไปทำสวยกันเองที่บ้านได้เลย                      ค่ะ มาดูแลรักษาปัญหาใต้วงแขนดำ ที่คุณสามารถหาเวลาว่างๆ ช่วงวันหยุดลองทำได้เลยค่ะ
    - สครับ ขัดเบาๆ ทุกวัน หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ทาไวน์เทนนิ่งพอกเอาไว้หนาๆ
- มะขามเปียก ผสมกับนมสด ถูเบาๆ และพอกเอาไว้ที่รักแร้ประมาณ 5-10 นาที ทำแบบนี้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
- มะนาว ถูรักแร้ เพื่อช่วยให้รักแร้ขาวขึ้นได้
 - เกลือญี่ปุ่น ใช้ขัดเบาๆ
 - หลังจากอาบน้ำเสร็จ ล้างผิวใต้วงแขนให้สะอาด ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวเช็ดบริเวณรักแร้เป็นวงกลม หลังจากนั้นผสมน้ำแตงกวาคั้นสด น้ำมะนาว ผงขมิ้น คนผสมให้เข้ากัน ทาทิ้งเอาไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ทำแบบนี้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งผิวใต้วงแขนที่คล้ำจะค่อยๆ จางลง
- รักษาตามวิธีทางแพทย์ ด้วยการเลเซอร์ วิธีนี้อาจจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการแก้ไขปัญหานี้แบบเร่งด่วนได้
- หลีกเลี่ยงการถอนหรือแวกซ์ เพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการอักเสบและดำได้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์และสารส้ม เพราะ สารส้ม อาจจะช่วยระงับกลิ่นกายได้แต่ไม่ได้ช่วยให้รักแร้ขาวได้
- ก่อนนอนให้ใช้ครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของไวน์เทนนิ่ง ทาที่รักแร้และพอกด้วยแป้งฝุ่น
- ยาสีฟัน สีขาว พอกไว้ตรงรักแร้ แล้วล้างออก แล้วทาด้วยแป้ง ทุกวัน เดี๋ยวมันจะขาวเอง เราลองแล้ว ขาวจั๊วเลยอะ
เนื้อหาดีดีจาก นิตยสาร womanplus

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กลูต้าไธโอน รับประทานถูกวิธีขาวได้วิ๊ง วิ๊ง


 กลูต้าไธโอน รับประทานถูกวิธีขาวได้วิ๊ง วิ๊ง 

สาว ๆ สมัยนี้ฮิตกันมากกับการทานกลูต้าไธโอน เพื่อให้ตัวเองสวยขาวใส แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าการทานกลูต้าไธโอน ที่ถูกวิธีและให้เกิดประสิทธิภาพนั้นควรทานอย่างไร วันนี้ Womanplus จะไขข้อข้องใจ ก่อนอื่นมารู้จักว่า กลูต้าไธโอน คืออะไร

กลูต้าไธโอน เป็น tripeptides ของกรดอะมิโน 3 ตัว คือ ซิสทีน (cysteine), กรดกลูตามิค (glutamic acid) และไกลซีน (glycine) ซึ่งร่างกายสามารถผลิตได้เองตามธรรมชาติ และมีในอาหาร เช่น นม ไข่ ผลอะโวคาโด สตรอเบอร์รี มะเขือเทศ ผักบรอคโคลี ส้มเกรปฟรุต และผักโขม หน้าที่หลักของสารตัวนี้ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ

1. Detoxification : กลูต้าไธโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ

2. Antioxidant : กลูต้าไธโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

3. Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย2 โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไธโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ prostaglandin

หลายคนที่ซื้อกลูต้าไธโอน มาทาน แล้วทานทีละหลาย ๆ เม็ด และมีค่ามิลลิกรัมสูง อาจจะเป็นอันตรายส่งผลกับร่างกายของเรา ดังนั้นสาว ๆ มาทำความเข้าใจกับการทานกลูต้าไธโอน ให้มีประสิทธิภาพกันดีกว่า เพื่อผิวขาวสุขภาพดี วิ๊ง วิ๊ง กันดีกว่าค่ะ

ปริมาณการทานกลูต้าไธโอน ของแต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว (ถ้าเป็นสาวรูปร่างใหญ่ก็จะมีเม็ดสีผิวเยอะกว่าสาวรูปร่างเล็ก จึงต้องทานมากกว่าคนรูปร่างเล็ก น้ำหนักมากทานมาก น้ำหนักน้อนทานน้อย นั่นเอง)

ส่วนช่วงที่ทานกลูต้าไธโอนแล้วถูกดูดซึมดีที่สุด ก็คือ ช่วงท้องว่าง เช่น ตอนตื่นนอนใหม่ ๆ อาจจะตอนก่อนนอน หรือก่อน-หลังทานอาหารมากกว่า 30 นาทีขึ้นไปคะ
ไม่ว่าจะเลือกทานกลูต้าไธโอนแบบไหน สิ่งแรกที่สาว ๆ ควรคำนึงคือ ฉลาก อย. ว่าได้รับการรับรองมาแล้วหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง ถ้าจะสวยก็ต้องเลือกสวยแบบมีคุณภาพและสุขภาพดีด้วยนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ผิวเสียหายจากแสงแดด ซ่อมได้


ผิวสวย



ผิวเสียหายจากแสงแดด...ซ่อมได้! (Lisa)

          เดือนร้อนที่สุดกำลังจะผ่านไป แต่ความเสียหายจากแสงแดดที่ส่งผลต่อผิวสวย ๆ ของเรานี่สิ ที่ไม่อาจผ่านไม่ได้ง่าย ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางจัดการกับมัน ก็สาว Lisa ซะอย่าง !

       แสงแดดทำให้ผิวเสียได้อย่างไร

          เมื่อผิวของคุณดูดซับรังสียูวีเข้าไป ความเสียหายจากแสงแดดไม่ได้อยู่แค่เพียงผิว ๆ รังสียูวี เปลี่ยนแปลงโครงสร้างดีเอ็นเอของเซลล์ผิวคุณได้จริง ๆ และเซลล์ที่ผิดปกติจะทำงานอย่างไม่เหมาะสม ผลอย่างหนึ่งก็คือทำให้การผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน (ที่ทำให้ผิวอวบอิ่มและสุขภาพดี) ลดลง ทำให้ผิวชั้นบนบางลง และชะลอความสามารถตามธรรมชาติของผิวในการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้น 

          ในกรณีที่แย่ที่สุดก็คือ เซลล์ที่ทำงานผิดปกติเหล่านี้สามารถกลายเป็นมะเร็งได้ "มันมีมิเตอร์ในผิวของคุณ ทุกนาทีที่คุณอยู่กลางแดด ร่างกายของคุณจะบันทึกเอาไว้" นพ.นีล ชูลซ์ แพทย์ผิวหนังในนิวยอร์กซิตี้ และเจ้าของเว็บไซต์ DermTV.com บอก "แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มปกป้องผิวจากแสงแดด คุณจะหยุดกระบวนการความเสียหายที่จะเพิ่มขึ้น และเริ่มต้นแก้ไขความเสียหายที่สะสมมาได้ในระดับหนึ่ง"

       คุณทำอะไรได้บ้างในการแก้ไขความเสียหาย

          มีผลิตภัณฑ์หลายประเภทและกระบวนการหลายอย่างที่คุณสามารถใช้ได้ เพื่อแก้ไขความเสียหายจากแสงแดด

          ทาครีมกันแดดอย่างเคร่งครัด

          การทำเช่นนี้คุณจะปกป้องผิวจากความเสียหายที่เพิ่มขึ้น และชะลอความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในผิวที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนให้ช้าลง ช่วยให้ผิวมีเวลาในการเยียวยาตัวเอง และระบบภูมิคุ้มกันของคุณมีโอกาสที่จะซ่อมแซมความเสียหายที่มีอยู่ ที่จริงการศึกษาวิจัยในออสเตรเลียชี้ว่า เพียงแค่การใช้ครีมกันแดดก็สามารถเปลี่ยนการทำงานของเซลล์ที่อาจเป็นมะเร็งได้ ฉะนั้น ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF15 เป็นอย่างน้อยทุกวัน เพื่อเพิ่มการปกป้องของครีมกันแดด ทา 30 นาทีก่อนออกแดด และทาซ้ำทุกสองชั่วโมง ปริมาณของครีมกันแดดสำหรับทาทั่วเรือนร่างเวลาใส่ชุดว่ายน้ำ ก็คือประมาณ 1 ออนซ์ เพื่อที่จะได้รับการปกป้องแดดตามค่า SPF ที่แท้จริงหนึ่งออนซ์ก็ประมาณแก้วหนึ่งช็อต

          ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรติโนอิดส์ (Retinoids) หรือเตรติโนอิน (Tretinoin)

          ผลิตภัณฑ์ที่แพทย์สั่งเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถทำให้เซลล์ที่เสียหายทำงานเป็นปกติได้ ทำให้เซลล์ในผิวชั้นนอกอบอิ่มขึ้น ชุบชีวิตคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวที่หายไป เพิ่มการไหลเวียนโลหิตมายังผิว และขัดลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่ประสิทธิภาพของเรตินเอต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ต่อกันหลายเดือนกว่าที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง และอาจเกิดอาการระคายเคืองได้รวมทั้งทำให้ผิวไวต่อแสงแดดเพิ่มขึ้น

          สร้างเกราะป้องกันด้วยแอนตี้ออกซิแดนต์

          ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของแอนตี้ออกซิแดนต์ แอนตี้ออกซิแดนต์ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของผิวเพื่อป้องกันมะเร็งและในขณะเดียวกันก็ปกป้องคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวจากอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เกิดริ้วรอยและผิวเหี่ยวย่นถึงแม้การกินอาหารที่อุดมด้วยแอนตี้ออกซิแดนต์ จะสำคัญอย่างมาก แต่คุณก็ควรทาครีมหรือเซรั่มที่มีแอนตี้ออกซิแดนต์ด้วย เพื่อที่ผิวจะได้ดูดซึมเข้าไปโดยตรง แอนตี้ออกซิแดนต์ที่มีวิตามินซีเป็นหลัก ช่วยได้อย่างมากในการลดปัญหาเรื่องสีผิวและจุดด่างดำ และมีการค้นพบว่าการนำเอาส่วนผสมของวิตามินซีและอีมารวมกันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของครีมกันแดดได้ด้วย 

          นอกจากนี้ ยังมีชาเขียวที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของ Amercian Academy of Dermatology เกี่ยวกับชาเขียวที่นำมาทาลงบนผิวพบว่า มันยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม คุณไม่มีวันผิดพลาดไม่ว่าจะเลือกแอนตี้ออกซิแดนต์ใด ๆ ก็ตาม แต่เนื่องจากแอนตี้ออกซิแดนต์ไม่สามารถให้ผลดีอะไรได้แก่เซลล์ผิวที่ตายแล้ว อย่าลืมการขัดลอกผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป

       ทำอย่างไรถ้าผิวไหม้แดด

          ทำให้ผิวเย็นลง ประคบผิวด้วยน้ำผสมกับนมเย็น ๆ หรือเจลว่านหางจระเข้แช่เย็น จะช่วยให้อาการแสบร้อนดีขึ้นได้

         กินยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน ช่วยได้สำหรับอาการไหม้แดดที่รุนแรง ช่วยลดความเจ็บปวดที่เกิดจากการไหม้แดด และช่วยลดอาการอักเสบ

         ลองครีมสเตียรอยด์ ที่มีขายในร้านขายยา สเตียรอยด์ลดอาการอักเสบ แต่ต้องระวังเพราะครีมสเตียรอยด์ทำให้ผิวบางลงได้ถ้าใช้บ่อยเกินไป

       ไปพบแพทย์

          เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของผิวและจุดด่างดำทั้งหลายที่มาจากแสงแดด แพทย์ผิวหนังยังสามารถใช้กระบวนการหรือทรีตเมนต์หลายอย่างที่ช่วยคุณได้

         การลอกหน้าด้วยสารเคมี (Chemical Peels) เป็นการใช้กรดเข้มข้น (กรดไกลโคลิก แล็กติก หรือ TCA) เพื่อลอกเซลล์ผิวชั้นบนออกไป เพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ที่สดใสกว่าขึ้นมาแทนที่ ช่วยลดริ้วรอยจาง ๆ และจุดด่างดำลงได้ แต่ความเข้มข้นของกรดอาจทำให้เกิดอาการบวมแดงได้

          ไมโครเดอร์มาเบรชัน เป็นการขัดผิวด้วยเกล็ดอัญมณี ที่กำจัดเซลล์ผิวชั้นนอกเหมาะอย่างมากสำหรับการจัดการกับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ แต่เหมาะกับคนที่ผิวหนาและหยาบ ส่วนคนที่ผิวบอบบางควรเลี่ยง

         IPL (Intens Pulsed Light Treatment) ช่วยรักษาปัญหาหลายอย่างที่เกี่ยวกับความเสียหายจากแสงแดด ไม่ว่าจะเป็นกระ จุดด่างดำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอ IPL ยังสามารถใช้ได้กับผิวที่คอ หน้าอก และมือ ซึ่งความเสียหายจากแดดมักปรากฏให้เห็นได้ด้วย ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผล

          เลเซอร์ การขัดลอกผิวด้วย Ablative Laser ได้ถูกใช้มากว่าสองทศวรรษแล้ว CO2 เป็นเลเซอร์รุ่นแรก ๆ ที่นำมาใช้ และต่อมาก็มี Erbium Yag Laser ที่นิยมกันมากกว่า เนื่องจากมันทำให้เกิดความเสียหายจากความร้อนต่อผิวน้อยกว่า ทำให้ผิวฟื้นตัวเร็วกว่า แต่ข้อเสียของเลเซอร์ชนิดนี้ก็คือ ต้องมีเวลาในการเยียวยาตัวเองของผิวที่ค่อนข้างนาน เลเซอร์อีกแบบหนึ่งคือ Non-Ablative Laser ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ มันทำให้ผิวชั้นในเกิดความร้อนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และเนื่องจากไม่มีการขัดลอกผิวชั้นบนออก จึงทำให้ไม่ต้องมีระยะเวลาของการพักฟื้นนาน และอาจมีผลข้างเคียงและความเจ็บปวดน้อยกว่าเลเซอร์แบบแรก

       ดูแลผิวหลังออกแดด

          นอกจากการแก้ไขความเสียหายในระยะยาวแล้ว การดูแลผิวหลังจากเผชิญแสงแดดนาน ๆ ในช่วงหน้าร้อน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ต่อไปนี้คือขั้นตอนที่จะทำให้ผิวสุขภาพดีและเปล่งปลั่ง หลังจากเจอแดดมากเกินไป

          ปลอบประโลมผิว รังสีที่ร้อนแรงสามารถทำให้เซลล์ผิวเสียหายได้ และความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้คุณจะไม่เกิดอาการไหม้แดด มันก็เป็นไอเดียที่ดีที่จะใช้โลชั่นดูแลผิวหลังออกแดดที่ช่วยเยียวยาหรือบรรเทาผิว และช่วยในการเยียวยาตัวเองของผิว อะโลเวร่าหรือว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมธรรมชาติที่สามารถปลอบประโลมและบรรเทาผิวที่แห้งให้นุ่มขึ้นได้ มันยังได้ผลอย่างมากในการบรรเทาอาการไหม้แดด

          เติมความชุ่มชื่น แสงแดดทำให้ผิวของคุณแห้งกร้านได้ง่าย หลังจากโดนแดดมาก ๆ คุณต้องการมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูง ๆ และควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ด้วย ลองมองหามอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ เชียบัตเตอร์ หรือโกโก้บัตเตอร์ เพื่อให้ผิวนุ่มและชุ่มชื่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของเอเอชเอหรือกรดไฮยาลูรอนิก สามารถทำให้ผิวอวบอิ่มขึ้น ทำให้ดูมีริ้วรอยน้อยลง และการใช้อย่างต่อเนื่องอาจกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้

          ปรนเปรอผิว นอกจากขั้นตอนปกติแล้ว เอาใจตัวเองเพิ่มขึ้นด้วยการใช้มาส์กเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิวอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ เลือกมาส์กแบบให้ความชุ่มชื่นสูง ๆ เพื่อเยียวยาผิวที่แห้งกร้านจากแดด และเอามาส์กไปแช่ตู้เย็นก่อนใช้เพื่อเพิ่มความสดชื่น

          อย่าลืมขัดลอกผิว การกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยเปิดทางให้เซลล์ผิวใหม่ที่สดใสกว่าเผยตัว ทำให้ผิวดูเรียวเนียนขึ้น และส่วนผสมต่าง ๆ ในการบำรุงและปรนเปรอผิวสามารถซึมซับลงไปในผิวได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าลืมขัดลอกเซลล์ผิวเป็นประจำด้วยล่ะ

ที่มา : www.kapook.com

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

10 ผลกระทบจากเลเซอร์ รู้ก่อนทำ!!



10 ผลกระทบจากเลเซอร์ รู้ก่อนทำ...จำขึ้นใจ

         ไม่ว่าจะสมัยไหน ปัญหาผิวหน้าที่กวนใจสาวไทยก็หนีไม่พ้นปัญหาหลัก ๆ อยู่ไม่กี่ข้อ ไม่ว่าจะเป็น

        1. สีผิวไม่สม่ำเสมอ

        2. รอยด่างดำบนใบหน้า

        3. ผิวหน้าหมองคล้ำ

        4. รูขุมขนกว้าง

         4 ปัญหาตัวฉกาจนี้ สาว ๆ ต้องทนรับมือหาหนทางมาจัดการ บางคนใช้ไวท์เทนนิ่งครีมหมดกี่กระปุกก็แล้ว ปัญหาก็ยังไม่หาย บางคนพึ่งหมอ เจอปัญหาหมอเลี้ยงไข้ เลิกใช้ก็กลับมาเจอปัญหาอีก บางคนถึงขั้นใจปล้ำเทกระเป๋าทำเลเซอร์ ตัดใจคราวนี้แหละ ไม่ต้องเจออีกแล้วไอ้ปัญหาซ้ำซาก แต่ผลลัพธ์ข้างเคียงที่ได้เนี้ยสิ คุ้มมั้ยกับการเสี่ยงทำเลเซอร์ ???

         วันนี้เรารวบรวมผลข้างเคียงจากการทำเลเซอร์ที่สาว ๆ ในโลกออนไลน์บ่นถึงมาฝากสาว ๆ ที่กำลังคิดชั่งใจจะไปทำเลเซอร์ ดังนี้...

        1. ผิวหน้าไวต่อแดด แพ้ง่าย เป็นแผลง่าย

         2. ผิวหน้าระคายเคืองต่อเครื่องสำอางง่าย

         3. ผิวหน้าแห้ง เป็นขุยง่าย

         4. ผิวหน้าเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำได้ง่ายขึ้น

         5. ต้องใช้ครีมของหมออย่างเดียว ซึ่งราคาสูงและเป็นการผูกมัดเกินไป

         6. ค่าใช้จ่ายแพง

         7. พอไม่ทำ...ก็หน้าคล้ำเหมือนเดิม

         8. ตอนทำ เจ็บหน้า

         9. มีรอยแผลเป็นรอยตาข่ายจากการลอกของผิวหนังหลังจากทำเลเซอร์

        10. ไม่กล้าให้คนอื่นเห็นหน้า ไม่กล้าเข้าสังคม


         จริงอยู่ที่เลเซอร์มีผลข้างเคียงหลังการรักษา แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพึ่งพอใจ และดูเหมือนเป็นหนทางสุดท้ายของสาว ๆ ที่จะพิชิตปัญหาความกังวลของผิวหน้าได้ เราแค่ประมวลผลข้างเคียงมาฝากเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้สาวก่อนคิดจะทำค่ะ



ที่มา : www.kapook.com

วิธีสลัดรอยตีนกาและร่องรอยหมองคล้ำรอบดวงตา


วิธีสลัดรอยตีนกาและร่องรอยหมองคล้ำรอบดวงตา   
เผยวิธีสลัดรอยตีนกาและร่องรอยหมองคล้ำรอบดวงตาเหมือนหมีแพนด้าที่มีอยู่บนใบหน้าสวยๆ ของคุณผู้หญิง
ตีนกา เป็นรอยเหี่ยวย่นที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา เช่น การหยีตาหรือเพ่งสายตามองอะไรนาน ๆ
สำหรับรอยหมองคล้ำรอบดวงตาที่ทำให้ดวงตาของคุณผู้หญิงช้ำราวกับเป็นหมีแพนด้านั้น เกิดจากสาเหตุ 2 ประการใหญ่ด้วยกันคือ
ประการที่ 1 : คือกรณีเกิดการสัมผัสบริเวณรอบดวงตาอย่างแรง
เช่น คุณผู้หญิงอาจใช้อายไลเนอร์ มาสคาร่า แล้วกลัวล้างไม่สะอาดก็ขยี้เช็ดถูผิวบริเวณรอบดวงตาแรงๆ สังเกตดูง่ายๆ ผิวหนังบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วนไหนที่เกิดการเสียดสีสัมผัสรุนแรงอย่างมากและบ่อยๆ ก็จะดำและหยาบกร้านเป็นพิเศษ เช่น ดูอย่างผิวที่ข้อศอกเป็นต้น
ประการที่ 2 : เกิดจากการคั่งตัวของหลอดเลือดดำ
ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สายตามากๆ นอนดึก หรืออดนอน เพราะในวันหนึ่งๆ คุณผู้หญิงควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ หรือหลับตา 8 ชั่วโมง ลืมตา 16 ชั่วโมง แต่เมื่อคุณผู้หญิงอดนอนก็จะทำให้เหลือเวลาแค่ 5-6 ชั่วโมง กับการนอนพักสายตา และตื่นมาจะต้องใช้สายตาเข้าไปวันละ 19-20 ชั่วโมง ทำให้มีเลือดมาเลี้ยงรอบดวงตา แต่รอบดวงตานั้นมีกล้ามเนื้อน้อย พอเลือดมาเลี้ยงแล้วไหลย้อนกลับช้า จึงทำให้เกิดหลอดเลือดดำคั่ง เห็นเป็นรอยดำช้ำอยู่ข้างใน หรือบางครั้งบวมแดงนั่นเองค่ะ
สำหรับวิธีดูแลรอยหมองคล้ำใต้ตา
สามารถใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาโดยเฉพาะ แต่มีหลักที่สำคัญอยู่คือ ห้ามขยี้ ไม่เช็ดถูรอบดวงตาแรง ๆ และพักสายตาเป็นระยะหากต้องเพ่งสายตานาน ๆ ส่วนตีนกา สามารถแก้ไขได้โดยให้คุณผู้หญิงใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาเข้าช่วย ซึ่งครีมที่คุณผู้หญิงทาจะช่วยในเรื่องของริ้วรอยที่แห้งเหี่ยวด้วยการเพิ่มมอยสเจอร์เข้าไปให้กับผิวนั่นเองค่ะ
เทคนิคการทาครีมรอบดวงตา
สามารถทาครีมทานอกเข้าในหัวตาหรือจากหัวตาออกนอกก็ได้ แต่เคล็ดลับคือห้ามถูเด็ดขาด ให้ใช้วิธีแตะ โดยใช้นิ้วแตะกลางแตะเนื้อครีมเบาๆ แล้วนำมาแตะที่ใต้ตาแล้วเกลี่ยให้ทั่วรอบดวงตา
ข้อควรระวังคือ ให้คุณผู้หญิงระวังครีมหลายยี่ห้อที่เมื่อทาแล้วจะรู้สึกแสบบริเวณตา สาเหตุมาจากสารเคมีเมื่อเวลาซึมเข้าผิวหนังแล้วจะปลดปล่อยความร้อนออกมาซึ่งเป็นปกติตามธรรมชาติ แต่ผิวรอบดวงตาบอบบาง ยิ่งคนใส่คอนแท็กเลนส์ตาก็ยิ่งแห้ง พอไอความร้อนระเหยออกมาจึงรู้สึกแสบตานั่นเองค่ะ
มีวิธีแก้ง่ายคือ
ให้คุณผู้หญิงหลับตาแล้วค่อย ๆ แตะครีมเนื้อครีมลงไปจากนั้นให้พักไว้ราวยี่สิบวินาทีหรือจะนับหนึ่งถึงยี่สิบในใจก็ได้ พอเนื้อตรีมซึมแล้วค่อยๆ ลืมตาทีนี้คุณผู้หญิงก็คงจะไม่แสบตาอีกแล้วละคะ
ขอบคุณภาพจาก : iam.hunsa.com
บทความโดย : Ladyvisa.com