แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

ร้อนนี้ทำผมสีอะไรดี


ร้อนนี้ทำผมสีอะไรดี??

สีน้ำตาลเข้มช็อกโกแลต
ใครว่าโทนเข้มจะทำให้ขรึม เราขอเถียงว่าไม่จริง! เพราะสีนี้จะทำให้ใบหน้าดูสว่างและอ่อนเยาว์ขึ้นอีกเป็นกอง หากอยากเปรี้ยวขึ้นอีกนิดให้ลองทำไฮไลท์เพิ่มเข้าไปอีกสักหน่อย แค่นี้ก็เก๋ขึ้นแล้ว แนะนำว่าสาวผิวเข้มอย่าได้พลาดสีนี้เป็นอันขาด
สีน้ำตาลประกายแดง ประกายม่วง
เหมาะกับสาวผิวขาวเหลืองเป็นที่สุด เพราะจะช่วยปรับผิวหน้าให้มีความสดใส มีชีวิตชีวาแถมยังช่วยขับผิวให้ดูเปล่งปลั่งและเปรี้ยวมากยิ่งขึ้น
สีคาราเมล น้ำตาลประกายทอง
สียอดฮิตที่เหมาะกับสาว ๆ ทุกสีผิว เพราะสร้างมิติลูกเล่นให้กับเส้นผมได้หลากหลายแบบ อาจดูเซ็กซี่น่าค้นหา หรือดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยก็ได้ตามสไตล์ของแต่ละคน
สีน้ำตาลอมส้ม
สาวผิวขาวซีดเหมาะที่สุดในการทำสีเฉดน้ำตาลอมส้ม หรือน้ำตาลอ่อน ๆ เพราะจะช่วยขับผิวให้ดูขาวแบบไม่ซีดเซียว โดดเด่นน่ามอง แถมยังช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น
ส่วนสีผมที่ไม่ควรทำ คือ สีดำสนิท สีบรอนซ์ทอง เพราะสีดำจะทำให้ใบหน้าดูเข้มขรึม ขาดสีสัน ส่วนสีบรอนซ์จะทำให้ดูป่วยและโทรมในเวลาที่ไม่แต่งหน้าได้
**หากสาว ๆ จะเลือกทำสีผมอะไรก็แล้วแต่ ยังไงก็ต้องไม่ลืมที่จะบำรุงรักษาสีผมให้สวยติดทน เปล่งประกายกันด้วยนะคะ^^

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

รู้มั๊ยใช้กระเป๋าสีไหนแล้วรวย??


รู้มั๊ยใช้กระเป๋าตังค์สีไหนแล้วรวย??
คนเกิดวันจันทร์ ไม่ควรใข้กระเป๋า สตางค์สีแดงหรือกระเป๋าสตางค์ที่ทำมาจากหนังสัตว์ แต่กระเป๋าที่เหมาะจะใช้ควรเป็น สีน้ำตาลหรือสีม่วง
คนเกิดวันอังคาร ไม่ความใช้กระเป๋าที่ทำจากหนังสัตว์ ส่วนสีต้องห้ามสำหรับคนเกิดวันอังคารคือสี น้ำตาล และสี ครีม ส่วนสีที่ถูกโฉลกกับคุณคนเกิดวันอังคาร ได้แก่ สีชมพู สีแสด และสีส้ม
คนเกิดวันพุธ สีที่เหมาะกับคนเกิดวันพุธ ได้แกสี เขียวครีมและน้ำตาล ไม่ควรใช้ สีดำ และชมพู กระเป๋าที่ทำจากหนังสัตว์โดยเฉพาะที่ทำจากหนังของสัตว์ปีก
คนเกิดวันพฤหัสบดี สีที่เหมาะและแนะนำคือ สีแดง หรือส้ม ห้ามอยู่สีเดี่ยวคือ สีดำ สำหรับกระเป๋าต้องไม่ใหญ่เกินไป เลือกที่มีช่องใส่พอประมาณไม่เยอะมากเกิน
คนเกิดวันศุกร์ สีของกระเป๋าสตางค์ที่ไม่ควรใช้เลยคือ สีดำ หรือสีโทนมืดๆ ทึมๆไม่สดใส และควรใช้กระเป๋าที่รูปแบบเรียบหรูไม่แปลกเกินไป เพราะจะทำให้เก็บเงินไม่อยู่ ส่วนสีที่ดีและควรใช้ คือ สีฟ้าและสีชมพู
คนเกินวันเสาร์ สีที่เหมาะกับคุณคือ สีม่วง และ สีฟ้า คนเกิดวันเสาร์ ควรใช้กระเป๋าที่ดูไม่เก่าเร็วเกินไป และไม่ควรใช้ สีเขียว หรือน้ำตาล เพราะจะทำให้ไม่มีโชคลาภ และควรจะต้องดูแลให้ใหม่เสมอ
คนเกินวันอาทิตย์ ควรใช้สีกระเป๋าสตางค์ สีโทนสว่าง หรือสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ไม่ควรใช้กระเป๋าสตางค์ สีฟ้า สีดำ และไม่ควรใช้กระเป๋าที่ทำจากหนังของสัตว์ทะเล 

มาดูกันว่าประเทศไทยติดอันดับอะไรบ้าง


มาดูกันว่าประเทศไทยติดอันดับอะไรบ้าง^^

1. แกงมัสมั่น ประเทศไทย อร่อยที่สุดในโลก และ อันดับ 8 คือ ต้มยำกุ้ง จัดอันดับโดย CNN
2.ไทยดื่มเหล้าอันดับ 5 ของโลก โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดกลั่น
3. ประเทศไทยมีจีดีพีทั้งสิ้น 9.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นลำดับที่ 24 ของโลก นับว่าไทยมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอันดับที่ 2 รองจากอินโดนีเซีย
4.ประเทศไทยถือครองสินทรัพย์ในรูปเงินตราต่างประเทศเป็นมูลค่า 172,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 11 ของโลก
5.ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของโลก ผู้เชี่ยวชาญพยากรณ์ว่า ภายใน พ.ศ. 2558 ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในสิบประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก
6.ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในโลก(ปี2555)
7. เกษตรกรรม การป่าไม้และการประมงสร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นเพียง 8.4% ของจีดีพี
8.ไทยติดอันดับละเมิดลิขสิทธิ์ 1 ใน 10 ของโลก มูลค่าตลาดสูงกว่า 1,600 ล้านบาท เป็นอันดับ 3 ในเอเชียรองจากจีนและไต้หวัน(2546)
9.ประเทศไทยมีนางงามจักรวาลแล้ว 2คน ซึ่งเป็นอันดับที่ 5
10.ประเทศไทยใช้อินเตอร์เน็ตมากเป็นอันดับที่ 19ของโลก
11.ไทยติดอันดับอันดับ 5 ของโลก ในการแพร่เว็บลามก (2549)
12.กรุงเทพมหานครติดอันดับเมืองน่าเที่ยว 1ใน5 ทุกปี
13.ประเทศไทยมีความสุขเป็นอันดับที่ 5 ของโลก
14.ประเทศไทยเล่น HI5 Camfrog IG Lineและ Facebook เยอะเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
15.ตลาดหุ้นไทย โดยให้ผลตอบแทนสูงถึงกว่า 35% ติดอันดับหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในโลกอันดับ 5 (ปี2555)
16. ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก
17.กรุงเทพมหานครรถติดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก
18.ผู้หญิงไทยสวยอันดับ 3 ของเอเชียจากการโหวต
19.เด็กไทยได้เหรียญโอลิมปิกวิชาการทุกปี
20.ประเทศไทยมีผู้สูงอายุสูงสุดในอาเซี่ยน
21.ไทยน่าลงทุนมากที่อันดับที่ 18 โลก อันดับ 1ของอาเซี่ยน

ขอบคุณข้อมูล Dek-d.com

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

กินอะไรให้ความจำดี?


กินอะไรให้ความจำดี?

1. พืชผักจำพวกหอมหัวใหญ่ พริก ขิง มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มเซลล์สมองและกระตุ้นการหลั่งสารอะซีทิลโคลีนจึงช่วยให้ความจำดีขึ้น

2. ใบบัวบก มีสารที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองทำให้สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี สมาธิดี และความจำดีขึ้น

3. เนื้อสัตว์ มีสารทอรีนที่พบเฉพาะในโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้นช่วยบำรุงสมอง

4. ปลาทะเล มีโอเมก้า 3 ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ ลดการเกิดพลัค (plaque) ในสมองและป้องกันอัลไซเมอร์ได้

5. ธัญพืช มีกรดโฟลิก วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าวซ้อมมือ อาหารเหล่านี้จะช่วยในเรื่องความจำได้เป็นอย่างดี

6. มะเขือเทศ มีไลโคพีน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระซึ่งพบ ในอาการของโรควิกลจริตและอัลไซเมอร์

7. บร็อกโคลี เป็นแหล่งรวมของวิตามินเคที่ช่วยในการเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ

8. ถั่ว ผักใบเขียว ไข่ ข้าวซ้อมมือ มีวิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม

9. เมล็ดฟักทอง มีสังกะสีที่มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความทรงจำ ถ้ารับประทานเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
นอกจากอาหารที่แนะนำมาแล้วนั้นยังมีผลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ จากนักประสาทวิทยา สหรัฐฯ พบว่า สารเคมีในช็อกโกแลต ชา องุ่น และผลบลูเบอรี่ช่วยบำรุงความจำได้ โดยช่วยให้เลือดลมในสมองเดินดีขึ้นและหากออกกำลังเพิ่มด้วยแล้วก็จะยิ่งช่วย ให้สมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น

หากต้องการให้สมองของเราดีมีความจำที่เป็นเลิศก็อย่าละเลยการรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์บำรุงความจำ และถ้าจะให้ผลดีก็ต้องรับประทานเป็นประจำด้วยสมองก็จะดีแบบเสมอต้นเสมอปลาย ค่ะ

ทำทุกวิธีแต่น้ำหนักก็ยังไม่ลด???


ทำทุกวิธีแต่น้ำหนักก็ยังไม่ลด???

 1. คุณกินชดเชยหลังออกกำลังกายใช่ไหม?
สาว ๆ หลายคนเคยชินกับการให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานสักชิ้น หรือน้ำหวานสักแก้วหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก (ก็เพิ่งเบิร์นไปตั้งหลายแคลอรี่นี่นา) แต่การกินแบบนี้จะทำให้ที่คุณออกกำลังมาน่ะเหนื่อยเปล่า! แถมบางทีพลังงานที่คุณกินอาจจะมากกว่าที่เพิ่งใช้ไปด้วยซ้ำ
2. คุณอาจจะนอนไม่พอ
นอนดึก ๆ หรือนอนน้อย ๆ ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ประโยชน์ที่ควรได้จากการออกกำลังกายลดลง และทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าคุณนอนไม่พอเมตาบอลิซึม จะทำงานช้าลงตรงข้ามกับความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น
3. คุณเครียดเกินไปไหม?
ยิ่งคุณเครียดมากเท่าไหร่ น้ำหนักคุณก็ยิ่งเพิ่มขึ้นง่ายเท่านั้น เวลาเครียด ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาทำให้ความอยากอาหารและการกักเก็บพลังงานในรูปไขมันเพิ่มขึ้น (พุงจะยื่นเลยล่ะ)
4. คุณกินน้อยเกินไปล่ะมั้ง
กินน้อยได้พลังงานน้อยก็จริง แต่ถ้ากินน้อยเกินไปร่างกายจะปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณด้วยการลดอัตราเมตาบอลิซึมลง เพื่อกักเก็บพลังงานเอาไว้ (ป้องกันไม่ให้อดตาย!)
5. คุณลดไม่ต่อเนื่องหรือเปล่า?
การลดอาหารและออกกำลังไม่ต่อเนื่องนั้น แย่ยิ่งกว่าการกินมาก ๆ ออกกำลังกายน้อย ๆ เสียอีก เพราะจะทำให้ร่างกายของคุณปรับตัวไม่ทัน ดีไม่ดีตอนที่คุณกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน ร่างกายอาจกำลังเร่งเก็บพลังงานไว้ใช้ตอนที่คุณลดน้ำหนักก็ได้
6. คุณไม่ได้อยากลดน้ำหนักจริง ๆ
ถามตัวเองให้แน่ ๆ ว่าคุณอยากจะลดน้ำหนักแบบจริงจังหรือเปล่า เพราะถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริง ไม่นานคุณก็จะเบื่อและท้อ พอมีอะไรมายั่วหน่อยก็อยากกิน อาจจะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกจนไขมันพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก
7. คุณออกกำลังไม่หลากหลายล่ะสิ
ออกกำลังกายอยู่อย่างเดียวจนเป็นกิจวัตรประจำวันนอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้การเบิร์นไม่ได้ผลเท่าเดิมด้วยนะ เพราะคุณเคยชินกับมันจนเกินไปยังไงล่ะ ปรับเปลี่ยนซะบ้างนะ
8. น้ำหนักที่เห็นอาจไม่สัมพันธ์กับไขมันก็ได้
น้ำหนักที่คุณชั่งได้มีทั้งน้ำหนักของน้ำ มวลกล้ามเนื้อ แล้วก็ไขมัน การออกกำลังกายมาก ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแทนที่ไขมันที่หายไป คุณถึงยังน้ำหนักเท่าเดิมยังไงล่ะ
9. คุณอาจใจร้อนเกินไป
ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางคนออกกำลังแป๊บเดียว น้ำหนักก็ลดลงไปเห็น ๆ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะเป็นเดือน อย่าใจร้อน! ให้เวลากับตัวเองหน่อย ถ้าคุณพยายามเดี๋ยวก็เห็นผลเองไม่ต้องรีบ
10. บางทีคุณอาจจะเป็นโรค (ที่ไม่เคยรู้)
โรคบางโรค เช่น ภาวะมีถุงน้ำที่รังไข่ (PCOS) ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และลดลงได้ยาก หากรู้สึกผิดปกติมาก ๆ ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารมาเป็นเดือน ๆ น้ำหนักก็ไม่หายไปเลย ลองปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูนะคะ

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

อาหารที่ช่วยให้ผมเริศถึงขีดสุด


อาหารที่ช่วยให้ผมเริศถึงขีดสุด


นม รวมทั้งชีสและโยเกิร์ต คือแหล่งโปรตีนสำคัญที่ช่วยบำรุงสุขภาพผม
ปลา เช่น ปลาแซลมอน และปลาแมคเคอรล มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ช่วยชะลอผมหลุดร่วง รวมทั้งธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ที่ช่วยบำรุงเส้นผม
ธัญพืช สังกะสีช่วยในเรื่องของฮอร์โมนที่จะทำให้ผมหนานุ่ม รวมทั้งมีวิตามินบีและธาตุเหล็กสูง
วอลนัต มีชีลีเนียมที่ช่วยบำรุงหนังศีรษะ ลดการเกิดผมหลุดร่วงและรังแค
ถั่วจำพวกฝัก มีสังกะสีและโปรตีนสูง รวมทั้งธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ไม่เปราะขาดง่าย
แครอท นอกจากวิตามินเอจะดีต่อสายตาแล้ว ยังมีส่วนช่วยบำรุงน้ำมันในเส้นผมและดูแลหนังศีรษะด้วย
ไข่ โปรตีนจากไข่นั้นจำเป็นต่อการเสริมสร้างสลับผม หากไม่ได้โปรตีนเพียงพอก็มีผลต่อสุขภาพผมด้วย
ผักสีเขียวเข้ม เช่น บร็อกโคลี่ ผักโขม เป็นแหล่งรวมของธาตุเหล็กและแคลเซียมที่เสริมการบำรุง และกระตุ้นน้ำมันในต่อมรากผม
เนื้อสัตว์ปีก เนื้อเป็ด ไก่ และไก่งวง อุดมด้วยโปรตีนและธาตุเหล็กที่เสริมสร้างการบำรุงต่อมรากผม
หอยนางรม มีแร่ธาตุอย่างสังกะสีสูง ซึ่งส่งผลให้มันมีสารต้านอนุมูลอิสระด้วย
กล้วย การขาดวิตามินบี 6 เป็นสาเหตุหนึ่งของผมหลุดร่วง ซึ่งวิตามินสารพัดชนิดในกล้วยจะช่วยบำรุงให้ผมแข็งแรงและเงางาม
ข้าวกล้อง คาร์โบไฮเดรตและวิตามินบีในข้าวกล้องทำให้เส้นผมแข็งแรง และมีอายุยืนขึ้นได้

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

6 วิธีง่ายๆแก้ขาใหญ่


ขาใหญ่ทำไงดี กับ 6 วิธีแก้ขาใหญ่

1. ขึ้นบันได
เมื่อไหร่ที่คุณสาวๆ กำลังจะกดลิฟท์เพื่อขึ้นไปชั้นบน โปรดหยุดก่อนค่ะ แล้วเปลี่ยนไปเลือกขึ้นบันไดแทนดีกว่า ท่องเอาไว้ เพื่อเรียวขาที่สวยงาม เพื่อเรียวขาที่สวยงาม นั่นก็เพราะการก้าวขึ้นบันไดแต่ละก้าวจะช่วยเร่งระบบการเผาผลาญในร่างกายของคุณ และแน่นอนมันมีผลต่อกล้ามเนื้อต้นขาของคุณด้วยล่ะ นี่เป็นทิปส์ง่าย ๆ ที่คุณแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย แต่ใช้ได้ผลทีเดียวนะ
2. จ็อกกิ้งกันดีกว่า
การเดินจ็อกกิ้ง หรือวิ่งเหยาะๆ เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายกว่าการวิ่งมากๆ และนี่ก็เป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ดีมากๆ ด้วยล่ะ เพราะมันจะช่วยเบิร์นไขมันและแคลอรีได้ แต่ถึงกระนั้น ก่อนจะวิ่งก็ต้องเลือกใส่รองเท้าให้เหมาะสมด้วยล่ะ เพื่อไม่ให้เข่า หรือข้อเท้าได้รับบาดเจ็บจากการวิ่ง
3. ปั่นจักรยาน
อีกหนึ่งวิธีการออกกำลังกายที่ดีต่อต้นขาเช่นกัน ก็แน่ล่ะ การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้ส่วนต้นขามากเป็นพิเศษใช่ไหมล่ะ ยิ่งปั่นมากๆ ก็ยิ่งต้องใช้แรงจากขามากตามไปด้วย โดยเฉพาะต้นขาที่จะได้ออกกำลังอย่างเต็มที่ ทำให้ขาแข็งแรง และมีกำลังมากขึ้น ถ้ารอบบ้านไม่มีพื้นที่ให้ปั่นจักรยาน ก็ลองไปปั่นจักรยานตามสวนสาธารณะดูสิ รับรองว่า วิวสวยๆ สองข้างทาง และอากาศที่สดชื่น ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ จะช่วยให้คุณสาวๆ ปั่นจักรยานเพลินๆ จนลืมเวลาไปเลย
4. เดินเร็วๆ
แทนที่คุณจะออกไปเดินทอดน่องแถวๆ บ้านเมื่อมีเวลาว่าง เราแนะนำให้คุณเปลี่ยนสเต็ปเป็นการเดินเร็วแทน ซึ่งจะมีผลต่อการลดต้นขามากกว่าการเดินแบบธรรมดา และหากคุณเดินเร็วไปเรื่อยๆ สลับกับการเดินปกติบ้าง จะยิ่งช่วยเบิร์นแคลอรี และช่วยขจัดไขมันในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะที่เรียวขาได้ด้วยนะ
5. ดื่มน้ำเยอะๆ
การดื่มน้ำจะช่วยเพิ่มการเมตาบอลิซึ่มในร่างกาย และยังช่วยล้างพิษให้ร่างกายได้ด้วย แต่หากคุณขาดน้ำ ระบบการเผาผลาญในร่างกายจะทำงานได้น้อยลง ส่วนอวัยวะสำคัญอย่าง "ตับ" ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตับก็ต้องใช้น้ำในกระบวนการเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ดังนั้น ดื่มน้ำให้บ่อยๆ ซะ เพื่อเร่งอัตราการเผาผลาญ แต่ไม่ใช่ว่าจะมาดื่มตอนคุณรู้สึกกระหายน้ำแล้วนะ เพราะถ้าคุณรู้สึกกระหายขึ้นมาเมื่อไหร่ นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังขาดน้ำแล้วจ้ะ
6. เลือกทานอาหารสุขภาพ
เลี่ยงซะ! บรรดาอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน เพราะไขมันเหล่านั้นจะไปสะสมอยู่บริเวณต้นขาด้วยทำให้ต้นขาใหญ่ไปโดยปริยาย ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันไปสะสมอยู่ที่ต้นขามากๆ ให้เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ คุณรู้อยู่แล้วล่ะน่าว่าอาหารอะไรบ้างที่ให้คุณต่อสุขภาพของคุณ 

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กินอาหารตามธาตุเพื่อสุขภาพที่ดี



การกินอาหารตามธาตุ คือ

แนวคิดกินตามธาตุมาจากทฤษฎีการแพทย์แผนไทยที่เชื่อว่า คนเราเกิดมาในร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ แต่จะมีเพียง 1 ธาตุที่แสดงลักษณะเด่นประจำตัว เรียกว่า "ธาตุเจ้าเรือน" ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจ้าเรือนเกิดที่เป็นไปตามวันเดือนปีเกิด และธาตุเจ้าเรือนปัจจุบันที่สังเกตจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัย กับปัญหาสุขภาพกายกับใจของแต่ละคน หากธาตุทั้ง 4 ในร่างกายมีความสมดุลจะไม่เจ็บป่วยบ่อย แต่หากขาดความสมดุลก็มักจะเจ็บป่วยได้ง่าย และเพื่อป้องกันปัญหาโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นได้เราจึงควรปรับพฤติกรรมการกินโดยใช้รสชาติต่างๆ ของอาหารประจำธาตุ ถ้าพิจารณาในแต่ละธาตุจะพบว่ามีการกินที่แตกต่างกันเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน

- ธาตุดิน
มักจะเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อาการปวดตามข้อ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเกี่ยวกับระบบน้ำย่อย ควรกินอาหารรสฝาดเพื่อช่วยสมานปิดธาตุ (แต่ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะจะทำให้ฝืดคอ ท้องอืด และท้องผูก) อาหารรสหวาน เพราะมีสรรพคุณซึมซาบตามเนื้อ ทำให้ชุ่มชื่นบำรุงกำลัง (ไม่ควรกินมากเกินเพราะจะทำให้ง่วงนอนและเกียจคร้าน) อาหารรสมันเพื่อแก้เส้นเอ็นพิการ ปวดเสียว ขัดยอก และกระตุก และอาหารรสเค็ม เพราะมีสรรพคุณซึมซาบไปตามเนื้อ ช่วยการดูดซึมอาหาร ป้องกันการเสื่อมของเส้นเอ็นและกระดูก นอกจากนี้ควรกินอาหารประเภทแป้งขาวให้น้อย เพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ไม่หมด และควรออกกำลังเป็นประจำ

- ธาตุน้ำ
มักมีปัญหาเสมหะเป็นพิษจึงควรกินอาหารรสเปรี้ยวเพื่อกัดฟอกเสมหะ ส่วนปัญหาสุขภาพอื่นๆ เหมือนธาตุดิน (เนื่องจากเป็นธาตุที่เอื้อกัน) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระบบทางเดินหายใจ และโรคอ้วน ในกรณีที่ธาตุน้ำมากจะมีเสมหะและน้ำมูกคล้ายจะเป็นหวัด เพราะร่างกายต้องการขับน้ำออกมาในช่วงอายุแรกเกิดถึง 16 ปี มักจะมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก ตาแฉะ ในฤดูหนาวจะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุน้ำกำเริบจึงควรกินอาหารประเภทแป้งขาวให้น้อยเช่นกัน

- ธาตุลม
ปัญหาด้านสุขภาพของคนธาตุเจ้าเรือนนี้คือ นอนไม่ค่อยหลับ ปวดท้อง จุกเสียด ระบบภายในมีความเป็นกรดมากและระบบย่อยอาหารไม่ดี เนื่องจากลักษณะนิสัยที่กินไม่ตรงเวลา บางรายอาจมีปัญหาโรคข้อและกระดูกควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนเพื่อแก้ลมจุกเสียดและช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น แต่ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลมง่าย ในฤดูฝนจะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุลมกำเริบควรกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ให้น้อยเพราะระบบการย่อยไม่แข็งแรง

- ธาตุไฟ
ปัญหาสุขภาพ คือ เครียดง่าย โรคกระเพาะอาหาร ผิวหนังแพ้ง่าย ท้องเสียบ่อย ร้อนใน เป็นฝี และมีแผลในปาก ในช่วงอายุ 16-32 ปี มักจะหงุดหงิดง่าย และอารมณ์เสียบ่อย ในฤดูร้อนจะเจ็บป่วยบ่อยอาจเป็นไข้ตัวร้อนได้ง่ายเพราะธาตุไฟกำเริบ ควรกินอาหารรสขมแก้โลหิตเป็นพิษ (หากกินมากไปจะทำให้อ่อนเพลีย) และอาหารรสเย็นเพื่อแก้ไข้ ร้อนใน ไข้พิษ และดับพิษร้อน และควรกินอาหารจำพวกไขมันให้น้อย แม้ว่าร่างกายจะเผาผลาญเนื้อสัตว์ได้ดี แต่หากกินไขมันที่ย่อยยากจะทำให้มีความร้อนในร่างกายมากเกินไปจนป่วยไข้ได้

- ธาตุดิน คือ ผู้ที่เกิดในเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และ ธันวาคม
- ธาตุน้ำ คือ ผู้ที่เกิดเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน 
- ธาตุลม คือ ผู้ที่เกิดเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 
- ธาตุไฟ คือ ผู้ที่เกิดเดือนมกราคม กุมภาพันธุ์ และมีนาคม


ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก ชีวจิต

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขาเรียบเนียนหรอ!!!ง่ายๆ


ขาเรียบเนียนทันใจ ทำได้ด้วย..?

แต่เคยไหมคะที่เวลาหยิบกระโปรงหรือกางเกงขาสั้นมาใส่ พอมองตัวเองในกระจกแล้ว ก็ต้องพบว่าเรียวขาของคุณนั้นดูไม่เนียนเอาซะเลย แต่ก็ขี้เกียจจะจัดการกับมัน จนคุณต้องเปลี่ยนเอากางเกงขายาวมาใส่แทน โดยเฉพาะในเวลาเร่งด่วนที่คุณต้องรีบไปให้ทันตามนัด การกำจัดขนขาเห็นจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวายซะจริงๆ ค่ะ

ขั้นที่หนึ่ง

โกน ถ้าหากคุณไม่อยากออกไปแว๊กซ์ขนตามร้านเสริมสวย หรือไม่มีเวลามากนัก ให้คุณโกนขนขาเพื่อให้เรียวขาคุณดูเนียนขึ้น

ขั้นที่สอง

ใช้ออยล์หรือโลชั่นทาบริเวณเรียวขาหลังการโกน แต่การใช้ออยล์จะดีกว่าค่ะ เพราะจะทำให้เรียวขาคุณดูสว่างใสขึ้น ขณะเดียวกันก็ดูชุ่มชื้นนุ่มนวล ดูสุขภาพดีมากขึ้นด้วย

ขั้นที่สาม

ใช้แป้งที่มีกลิตเตอร์ปัดทับลงไปให้ทั่วเรียวขา โดยเน้นบริเวณหน้าแข้ง และหัวเข่า เพื่อเพิ่มความสว่างใสมากขึ้น


ขั้นที่สี่

อาจใช้รองพื้นแต้มบริเวณที่มีรอยแผลเป็นหรือรอยช้ำ เพื่อให้รอยแผลเป็นหรือรอยช้ำบนเรียวขาคุณดูนุ่มขึ้น เสร็จแล้วปัดกลิตเตอร์อีกครั้ง


ฟังเพลงทำให้ผอมได้นะจ๊ะ


ฟังเพลงทำให้ผอม ได้นะจ๊ะ

แน่นอนว่า การออกกำลังกายที่เพียงพอจะช่วยในการลดน้ำหนัก แต่จากผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมหาวิทยาลัยแฟร์ลีห์ ดิกกินสัน ในเมืองทีเน็ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐฯ พบว่า คนอ้วนที่ลดน้ำหนักด้วยการเดินอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ภายในระยะเวลาหกเดือน จะสามารถลดน้ำหนักลงได้ราว 4 กก. และลดไขมันในร่างกายลงได้ราว 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากเดินไปด้วยฟังเพลงไปด้วย ผลนี้จะเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว โดยสามารถลดน้ำหนักลงได้โดยเฉลี่ยถึง 8 กก. และไขมันในร่างกาย 4 เปอร์เซ็นต์ อาจเป็นเพราะกลุ่มหลังจะอินกับการออกกำลังกายได้ง่ายกว่า และนานกว่า "การออกกำลังกายกับเพลงที่ชอบ ทำให้เราลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการออกกำลังกายได้" หัวหน้าทีมวิจัย บอกเช่นนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีลดความอ้วนจาก woman's

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รักแร้ขาวๆแบบไม่เปลืองเงิน


รักแร้ขาวๆแบบไม่เปลืองเงิน

การมีรักแร้ดำมีแต่จะทำให้คุณผู้หญิงหมดความมั่นใจ จะใส่เซื้อแขนกุดหน่อยก็ไม่ได้ ต้องคอยปกปิดอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ต้องกังวลไป ลองมาดูวิธีที่ช่วยให้คุณผู้หญิงรักแร้ขาวได้ง่ายๆ แบบไม่เปลืองเงินกัน

1. จำไว้เลยว่า บรรดาพวกสารเคมีทั้งหลายที่คุณผู้หญิงหามาทานี่แหละ คือตัวการดีที่ทำรักแร้ดำ ดังนั้นแนะให้เปลี่ยนจากการใช้ครีมที่มีสารเคมีต่างๆ มาใช้เป็นวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ กันดีกว่า ถ้าอยากรักแร่ขาว ลองดูสูตรนี้ นำน้ำมะนาวผสมกับน้ำผึ้ง แล้วทาลงบนผิว บริเวณรักแร้ขอบคุณผู้หญิงเบาๆ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด หมั่นทำบ่อยๆ แล้วคุณผู้หญิงจะเห็นว่าผิวบริเวณรักแร่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปค่ะ

2. ใช้ผงสารพัดประโยชน์เบกกิ้งโซดา วิธีการก็คือ หลังจากที่คุณผู้หญิงอาบน้ำแล้ว ก็ใช้ผงเบกกิ้งโซดามาขัดที่ใต้วงแขนอย่างเบาๆ มือ จากนั้นทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยสบู่อีกหนึ่งรอบแล้วะเช็ดให้แห้งสนิท หลังจากการทำความสะอาด หมั่นทำสักอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพียงแค่นี้ใต้วงแขนก็กลับมาขาวใสแล้วละคะ

3. สูตรสำหรับคุณผู้หญิงที่ชอบทำอาหาร แค่นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำแตงกวา แล้วนำไปปั่นรวมกับขมิ้น จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาทาที่รักแร้ขอคุณผู้หญิง แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที แล้วคุณก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำบ่อยๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงแน่นอนค่ะ

4. เพื่อให้ใต้วงแขนของคุณผู้หญิงขาวขึ้น อย่างเป็นที่น่าพอใจ ยกแขนท่าไหนก็มั่นใด้ทุกท่า ลองนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำแอปเปิล (หากไม่มีก็สามารถใช้น้ำองุ่นขาวมาใช้แทนได้) จากนั้นให้ใช้สำลีหรือผ้าชุบน้ำที่ผสมแล้ว นำมาเช็ดบริเวณใต้วงแขนของคุณ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล้่าให้สะอาด เพียงเท่านี้งลแจนก็กลับมาค่อยๆ ขาวแล้วละคะ

5. หากในครัวของคุณมีน้ำแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีก้า (Apple cider vinegar) อยู่แล้ว ไม่จำต้องไปหาซื้อส่วนผสมเพิ่มเติม หรือใช้สารเคมีอะไรมาช่วยทั้งนั้น เพราะแค่ขวดนี้ขวดเดียวก็เอาอยู่ เพียงแค่คุณผู้หญิงนำน้ำแอปเปิ้ล ไซเดอร์ วีนีก้าทาลงไปใต้วงแขนของคุณทุก ๆ วัน แต่ละครั้งให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ด้วยวิธีนี้ใต้วงแขนก็จะขาวใสขึ้นแบบทันตาเห็นเลยล่ะ ว้าว น่าลองใช่ไหมละ ^^

6. ถ้าคุณผู้หญิงมีแตงกวา หรือมันฝรั่งติดครัวอยู่บ้าง ก็สามารถนำทั้งสองอย่างมาใช้ได้เช่นกัน โดยนำแตงกวา หรือมันฝรั่ง มาหั่นเป็นชิ้น บางๆ แล้ววางที่ใต้วงแขนของคุณสักประมาณ 20 นาที แต่หากคุณผู้หญิงเป็นคนใจร้อนไม่ชอบรอ ก็ให้นำมาขัดใต้วงแขนแทน เพียงเท่านี้วงแขนก็กลับมาขาวเนียนได้เหมือนกันค่ะ 

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

5 เคล็ดลับดับกลิ่นบุหรี่


5 เคล็ดลับดับกลิ่นบุหรี่

กลิ่นบุหรี่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเพราะกลิ่นบุหรี่นั้นทำให้บรรยากาศในบ้านนั้นต้องเสียไป วันนี้ Immie2shop จึงนำ 5 วิธีดับกลิ่นบุหรี่ ที่อยู่หมัดกันทีเดียวเพื่อให้ได้หายกลุ้มอกกลุ้มใจและพร้อมที่จะต่อสู้กับเจ้ากลิ่นบุหรี่นี้ค่ะ



วิธีดับกลิ่นบุหรี่


1.หากมีกลิ่นบุหรี่ติดอยู่ตามเครื่องหนัง เช่น โซฟาหนัง กระเป๋าหนัง วิธีการดับกลิ่นให้ใช้น้ำส้มสายชูเทใส่ผ้าพอประมาณ แล้วเช็ดเครื่องหนังที่มีกลิ่นติดอยู่ ถึงแม้น้ำส้มสายชูจะมีกลิ่นฉุนสักหน่อยแต่หากทิ้งไว้สักพักหนึ่งกลิ่นจะระเหยไปเอง เป็นวิธีที่ปลอดภัยแบบธรรมชาติและกำจัดกลิ่นได้ดี

2.ถ้ามีกลิ่นบุหรี่ติดอยู่ตามพรมเช็ดเท้า วิธีการดับกลิ่นนำพรมเช็ดเท้าไปซักให้สะอาดแล้วตากแดดให้แห้งหรือใช้โซดาไฟโรยลงไปบริเวณที่มีกลิ่น ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน เพื่อให้ดูดกลิ่นออกให้หมด

3.กลิ่นบุหรี่เหม็นอับในห้องนอน วิธีการดับกลิ่นให้ใช้สำลีชุบแอมโมเนียหรือน้ำส้มสายชูวางทิ้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ภายในห้อง หรือจะใช้วิธีจุดเทียนไขทิ้งไว้ในห้องเพื่อดับกลิ่นก็ช่วยได้เช่นกัน และคุณควรหมั่นเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศมีการถ่ายเท

4.กลิ่นบุหรี่อบอวลในห้องรับแขก วิธีการดับกลิ่นหยดน้ำส้มสายชูสัก 2-3 หยดลงในน้ำร้อน 1 แก้ว แล้วนำไปตั้งทิ้งไว้บริเวณซอกหรือมุมต่าง ๆ ภายในห้องรับแขกจะทำให้กลิ่นบุหรี่ค่อย ๆ จางหายไป

5.ดับกลิ่นบุหรี่ในรถ วิธีการดับกลิ่นคุณควรนำที่เขี่ยบุหรี่ออกมาทำความสะอาดและทิ้งเถ้าบุหรี่อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การโรยเบคกิ้งโซดาลงก้นที่เขี่ยบุหรี่ในรถจะเป็นอีกวิธีที่ช่วยดับกลิ่นได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดกลิ่นบุหรี่ก็คือเลิกสูบบุหรี่ซะนอกจากจะไม่สร้างความรำคาญใจให้คนในบ้านแล้วยังจะทำให้สุขภาพของคนทั้งบ้านดีขึ้นปอดสะอาดกันทั้งครอบครัวเลย

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อาหารที่ช่วยคลายเคลียด


อาหารที่ช่วยคลายเครียด

สาวๆคนไหนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แน่เลยว่าต้องเกิดความเครียดบ้างใช่มั๊ยล่ะคะ แต่หากจะหยิบช็อคโกแลตมาหม่ำเพื่อคลายเครียดก็ระแวงว่าห้ามใจไม่อยู่ วันนี้ Immie2shop เรามีอาหารที่ช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดีมาแนะนำอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง ต้องไปดูกันค่ะ

แตงโม มีธาตุเย็นจากน้ำและมี "อาจินีน" เป็นเคมีที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายช่วยให้กระปรี้กระเปร่า มี "ไลโคปิน" ช่วยต้นสนิมแก่จากธาตุเครียดในตัวได้ดี นอกจากนั้นพืชพวกแตง อาทิ แตงไทย,แตงกวา, แตงร้าน, แตงแคนตาลูป ก็ช่วยได้เช่นกัน

ส้มตำ มีกรดเผ็ด ซึ่งอุดมในพริกนั่นเอง กรดเผ็ดนี้เองที่เป็นตัวนำให้ "สารสุข" ในสมองหลั่งจนอิ่มเอิบใจ

ใบขี้เหล็ก , สะเดา, มะระขี้นก โดยเฉพาะขี้เหล็กมีสาร "บาราคอล" ที่ดับอารมณ์ซึมเศร้า

น้ำผึ้ง เป็นอาหารอารมณ์ดี กินแล้วน้ำตาล "ฟรุกโตส" ในน้ำผึ้งจะช่วยกล่อมอารมณ์ให้สบายใจมีพลัง

ข้าวโพด กระยาสารท และธัญพืช มีธาตุอารมณ์ดีชื่อ "ทริปโตแฟน" เยอะ จะเปลี่ยนไปเป็นเคมีอารมณ์ดีชื่อ "ซีโรโทนิน" ใครมีเคมีดีๆ อย่างนี้เยอะก็ทำให้เป็นสุขใจ แก้ปวดหัว รักษาลำไส้แปรปรวน ช่วยต้านซึมเศร้าและทำให้เราแก่ช้าลงด้วย

แซนด์วิชทูน่า มี "โอเมก้า 3" และวิตามิน "บี 12 " มาก ช่วยบำรุงประสาท

นอกจากไม่ทำให้อ้วนแล้วยังช่วยให้สาวๆหายเครียดเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะคร๊า ^_^

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

6 วิธีรับมือรองเท้ากัด


6 วิธีรับมือรองเท้ากัด


สาวๆหลายคนคงต้องเคยเจอปัญหาที่ว่า ซื้อรองเท้าคู่ใหม่มาใส่ยังไม่ชุ่มปอดก็ต้องเพลียใจเพราะโดนรองเท้าคู่สวยกัดใช่มั๊ยล่ะคะ วันนี้ Immie2shop เรามีเคล็ดลับดีๆมาแนะนำ เพื่อให้สาวๆได้ใส่รองเท้าคู่สวยกันให้ฉ่ำกันไปเลยล่ะคร๊า ^_^

1. ทาออยล์
ทาน้ำมันอย่างน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันละหุ่ง ลงไปด้านในรองเท้าที่มีทีท่าว่าจะต้องกัดเท้าคุณแน่ ๆ (รองเท้าหนังก็สามารถใช้วิธีนี้ได้นะ) ทิ้งเอาไว้ 2-3 วัน แล้วจึงค่อยหยิบมาใส่ น้ำมันที่ทาไปจะช่วยให้รองเท้าของคุณนุ่มขึ้น ป้องกันการถูกรองเท้ากัดได้เป็นอย่างดี

2. ทาวาสลีนหรือน้ำมันฝรั่ง
อีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ คือการใช้วาสลีนทาหนา ๆ ลงไปในรองเท้าตรงบริเวณที่กัดคุณ ทิ้งเอาไว้ 2- 3 ชั่วโมง เช็ดออกด้วยสำลี แล้วจึงนำไปใส่ตามปกติ หรือจะใช้น้ำมันฝรั่งคั้นสดชโลมตรงรองเท้าที่ห่อหุ้มด้านข้อเท้าของคุณก็ได้ วิธีนี้จะทำให้หนังนุ่มขึ้นจากภายใน

3. โรยแป้ง
โรยแป้งที่เท้า และทาที่ด้านในรองเท้าทุกครั้งก่อนที่จะสวมรองเท้าคู่ใหม่ ความลื่นของแป้งจะช่วยให้เท้าไม่เสียดสีกับด้านในรองเท้ามากนัก แถมยังดูดความชื้นได้ ช่วยให้ใส่รองเท้าได้สบายขึ้น แต่เหมาะกับรองเท้าที่ไม่กัดมากเท่านั้น

4. แปะแผ่นกันรองเท้ากัดหรือสวมถุงเท้า
วิธียอดนิยมอีกหนึ่งประการก็คือ แปะแผ่นกันรองเท้ากัดไว้ในรองเท้า ซึ่งจะช่วยลดการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้าแข็ง ๆ ช่วยให้ใส่รองเท้าได้กระชับพอดีขึ้น หรือจะหาซื้อถุงเท้ามาใส่ เพื่อป้องกันการเสียดสีก็ได้ เดี๋ยวนี้มีถุงเท้าสั้น ๆ ที่ห่อหุ้มเฉพาะส่วนของเท้า (เป็นถุงเท้าคู่เล็ก สั้นกุด ไม่ห่อหุ้มข้อเท้า) เพื่อใส่กับรองเท้าผู้หญิงโดยเฉพาะด้วย

5. เลือกรองเท้าที่ใส่สบาย
นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่สาเหตุและได้ผลดีมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่แล้วสาว ๆ มักซื้อรองเท้าคู่ใหม่โดยดูจากดีไซน์และลวดลายที่ถูกใจ มากกว่าที่จะคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใส่ (หรือไม่ก็คิดว่าใส่ไปแล้วเดี๋ยวรองเท้าก็ขยายเอง .. ขอบอกว่า หากความรู้สึกแวบแรกบอกว่าใส่มันแล้วไม่สบายเท้า โอกาสที่ในอนาคตจะใส่มันแล้วถูกกับเท้าคุณมากขึ้นนั้นมีน้อยมาก ๆ เลยค่ะ) เพราะฉะนั้นครั้งต่อไป จำเป็นต้องให้ "ความสะดวกสบายในการสวมใส่" เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาซื้อรองเท้าด้วย หากสวย ดีไซน์โดน แต่ใส่แล้วไม่สบายเท้า ก็ตัดใจเสียเถอะค่ะ .. ไม่คุ้มที่จะแลกรองเท้าคู่เดียว กับเท้าที่เหวอะเป็นแผลเลยเนอะ จริงไหม

6. ถูด้วยขี้ผึ้ง
ถูรองเท้าบริเวณที่กัดด้วยเทียนขี้ผึ้ง ขี้ผึ้งจะทำให้รองเท้านิ่ม และลื่นใส่ง่ายขึ้น ป้องกันการถูกรองเท้ากัดได้


จากนี้ไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่เมื่อไหร่ หากกลัวว่าจะถูกรองเท้ากัด ก็อย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ

เคล็ดลับดีๆในการเลือกใส่กระโปรงยาว

เคล็ดลับดีๆในการเลือกใส่กระโปรงยาว

สาวๆค๊าหน้าหนาวแบบนี้คงต้องบอกลากางเกงขาสั้น กระโปรงสุดจี๊ด แล้วมารักกระโปรงยาวกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ กระโปรงยาว นับเป็นอีกหนึ่งเทรนด์หน้าหนาวที่คุณสาว ๆ ควรมีเก็บไว้ครอบครอง เพราะนอกจากจะเป็นแฟชั่นที่ใส่สบายแล้ว ยังช่วยให้ความอบอุ่นกับช่วงขาได
้เป็นอย่างดีด้วย วันนี้
Immie2shop
มีเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกใส่ กระโปรงยาว ให้สวยมาฝากสาวๆกันคร๊า

- ห้ามใส่กระโปรงยาวที่มีสีเดียวกะสีเสื้อเด็ดขาด เพราะคุณจะดูป้ามาก ๆ

- หากคุณมีรูปร่างค่อนข้างอวบอ้วน ห้ามใส่กระโปรงยาวกรอมเท้า เพราะคุณจะดูเหมือนถังเดินได้ดี ๆ นั่นเอง

- สาวสะโพกใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการใส่กระโปรงยาวลายจุด เพราะมันจะยิ่งเสริมให้สะโพกคุณดูใหญ่ขึ้นอีก

- ห้ามใส่กระโปรงยาวกับรองเท้าส้นตึก เพราะมันดูไม่เข้ากันเลยสักนิด คุณควรใส่รองเท้าเปลือยเท้าเก๋ ๆ จะดูเข้ากันดี ที่สำคัญ อย่าลืมรักษาความสะอาดของเล็บเท้ากันด้วยล่ะ

- ควรใส่กระโปรงยาวกับเสื้อเข้ารูป อาจเป็นเสื้อกล้ามหรือเสื้อมีแขนเก๋ ๆ เพราะหากว่าคุณใส่เสื้อตัวใหญ่กับกระโปรงยาว แล้วโดนเรียกว่า "ป้า" ไม่รู้ด้วยนะ ^^

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

5 อันดับผลไม้ล้างพิษยอดนิยม


5 อันดับผลไม้ล้างพิษยอดนิยม

ทุกวันนี้สารเคมีหรือสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมักแฝงมากับสภาพแวดล้อมที่เราต้องพบเจอในแต่ละวัน ไม่เว้นแต่อาหารที่เรากินกันทุกวัน แต่ใครจะรู้บ้างว่ามีอาหารบางชนิดสามารถดูดล้างพิษในร่างกายของคนเราได้Immie2shop ขอนำเสนอ 5 ผลไม้ยอดนิยมที่สาวๆนิยมรับประทานเพื่อล้างสารพิษกันค่ะ
กล้วย
มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วยแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกาโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก
อัลมอนด์
เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia )จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก
แอปเปิ้ล 
ระกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเปิ้ลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิ้ลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้
อะโวคาโด
อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน(Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
ส้มโอ หรือเกรปฟรุต
เพราะเป็นผลไม้รสชาติดีจึงได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย


(เอ่อ..นี่กล้วยหอมจอมซน..ช่วยไรได้อ่ะคะ55+)

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

8 กิจกรรมวันหยุด กำจัด200แคลอรี่


8กิจกรรมวันหยุด กำจัด200แคลอรี


1.เล่นแบดมินตัน ชวนเพื่อนๆ ออกมาเล่นแบดมินตันกลางแจ้งด้วยกัน คุณจะสามารถเบิร์นได้ประมาณ 200 แคลอรี ภายใน 40 นาที

2.จัดห้องใหม่ แค่จัดห้องใหม่ ย้ายเฟอร์นิเจอร์ เก็บนู่นเก็บนี่ใหม่ เรียกเหงื่อได้นิดหน่อย แต่เผาผลาญแคลอรีได้ดีทีเดียว

3.เล่นกอล์ฟ ไม่ต้องออกไปเดินสนามกอล์ฟกลางแดดร้อนๆ ให้ครบ 18 หลุมหรอก แค่หยิบชุดฝึกพัดกอล์ฟออกมาเล่น เหวี่ยงแขนไปเหวี่ยงแขนมาก้มๆ เงยๆ เก็บลูกเพลินๆ แค่ชั่วโมงเดียว ก็ลดไปแล้ว 200 แคลอรี

4.กระโดดโลดเต้นแบบเด็กๆ อย่างการเล่นตั้งเต (การกระโดดขาเดียวไปภายในช่องสี่เหลี่ยมที่ขีดขึ้นบนพื้น 10 ช่อง ทีละช่อง) เพียง 20 นาที คุณจะเผาผลาญออกไปได้ถึง 113 แคลอรี แต่ถ้าอยากเบิร์นพลังงานออกไปได้อีก กลับไปกระโดดแทรมโพลีนอีกสัก 22 นาที ก็จะเบิร์นได้เพิ่ม 87 แคลอรี

5.ไปเล่นโบว์ลิ่ง นัดเพื่อนๆ ออกไปแข่งโบว์ลิ่งกันดีกว่า เพียงแค่หนึ่งชั่วโมง แคลอรีก็หายไปเยอะแล้วนะ

6.เล่นโยคะ ด้วยโยคะวินยาสะ (Vinyasa) หรือท่าอาสนะทั้งหลาย เพียงแค่ 25 นาที 200 แคลอรีก็ถูกกำจัดออกไปง่ายดาย

7.ออกไปจับจ่าย การออกไปเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ เป็นความบันเทิงใจของผู้หญิงแทบจะทุกคน แถมมันยังช่วยลดแคลอรีให้คุณได้ด้วยนะ เพราะทุกๆ ครั้งที่คุณถอดเสื้อผ้าตัวเก่าของคุณออก แล้วหยิบชุดใหม่มาลอง แล้วเปลี่ยนชุดเดิมกลับ จะทอนแคลอรีลงไปได้ 11 แคลอรีเชียวนะ

8.ล้างรถ ในเวลา 40 นาที ที่คุณล้างรถและลงแว็กซ์ จะช่วยกำจัดแคลอรีให้คุณ 240 แคลอรี และหากคุณได้ยืดตัวเช็ดๆ ถูๆ ทำความสะอาดในรถด้วยแล้ว พลังงานก็จะยิ่งถูกใช้มากขึ้นกว่านี้อีกนะ

อย่าอยู่เฉย ลองเป็นคนอยู่ไม่สุขซะบ้าง อย่างเช่นเวลานั่งว่างๆ อยู่เฉยๆ ก็ลองเคาะนิ้วเท้าไปด้วย เพราะมีนักวิจัยเคยบอกว่า คนที่อยู่ไม่สุข ชอบทำนู่นทำนี่ ไม่อยู่นิ่ง จะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ถึงวันละ 350 แคลอรี ซึ่งมากกว่าคนที่ชอบอยู่นิ่งๆ มากเลยทีเดียวล่ะคร๊า

                                                   
เค้าก็ไม่ชอบอยู่นิ่งๆนะตัวเอง