แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทำทุกวิธีแต่น้ำหนักก็ยังไม่ลด???


ทำทุกวิธีแต่น้ำหนักก็ยังไม่ลด???

 1. คุณกินชดเชยหลังออกกำลังกายใช่ไหม?
สาว ๆ หลายคนเคยชินกับการให้รางวัลตัวเองด้วยของหวานสักชิ้น หรือน้ำหวานสักแก้วหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก (ก็เพิ่งเบิร์นไปตั้งหลายแคลอรี่นี่นา) แต่การกินแบบนี้จะทำให้ที่คุณออกกำลังมาน่ะเหนื่อยเปล่า! แถมบางทีพลังงานที่คุณกินอาจจะมากกว่าที่เพิ่งใช้ไปด้วยซ้ำ
2. คุณอาจจะนอนไม่พอ
นอนดึก ๆ หรือนอนน้อย ๆ ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ประโยชน์ที่ควรได้จากการออกกำลังกายลดลง และทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นด้วย ถ้าคุณนอนไม่พอเมตาบอลิซึม จะทำงานช้าลงตรงข้ามกับความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น
3. คุณเครียดเกินไปไหม?
ยิ่งคุณเครียดมากเท่าไหร่ น้ำหนักคุณก็ยิ่งเพิ่มขึ้นง่ายเท่านั้น เวลาเครียด ๆ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาทำให้ความอยากอาหารและการกักเก็บพลังงานในรูปไขมันเพิ่มขึ้น (พุงจะยื่นเลยล่ะ)
4. คุณกินน้อยเกินไปล่ะมั้ง
กินน้อยได้พลังงานน้อยก็จริง แต่ถ้ากินน้อยเกินไปร่างกายจะปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณด้วยการลดอัตราเมตาบอลิซึมลง เพื่อกักเก็บพลังงานเอาไว้ (ป้องกันไม่ให้อดตาย!)
5. คุณลดไม่ต่อเนื่องหรือเปล่า?
การลดอาหารและออกกำลังไม่ต่อเนื่องนั้น แย่ยิ่งกว่าการกินมาก ๆ ออกกำลังกายน้อย ๆ เสียอีก เพราะจะทำให้ร่างกายของคุณปรับตัวไม่ทัน ดีไม่ดีตอนที่คุณกำลังกินอย่างเพลิดเพลิน ร่างกายอาจกำลังเร่งเก็บพลังงานไว้ใช้ตอนที่คุณลดน้ำหนักก็ได้
6. คุณไม่ได้อยากลดน้ำหนักจริง ๆ
ถามตัวเองให้แน่ ๆ ว่าคุณอยากจะลดน้ำหนักแบบจริงจังหรือเปล่า เพราะถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจริง ไม่นานคุณก็จะเบื่อและท้อ พอมีอะไรมายั่วหน่อยก็อยากกิน อาจจะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกจนไขมันพุ่งขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก
7. คุณออกกำลังไม่หลากหลายล่ะสิ
ออกกำลังกายอยู่อย่างเดียวจนเป็นกิจวัตรประจำวันนอกจากจะน่าเบื่อแล้ว ยังทำให้การเบิร์นไม่ได้ผลเท่าเดิมด้วยนะ เพราะคุณเคยชินกับมันจนเกินไปยังไงล่ะ ปรับเปลี่ยนซะบ้างนะ
8. น้ำหนักที่เห็นอาจไม่สัมพันธ์กับไขมันก็ได้
น้ำหนักที่คุณชั่งได้มีทั้งน้ำหนักของน้ำ มวลกล้ามเนื้อ แล้วก็ไขมัน การออกกำลังกายมาก ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแทนที่ไขมันที่หายไป คุณถึงยังน้ำหนักเท่าเดิมยังไงล่ะ
9. คุณอาจใจร้อนเกินไป
ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางคนออกกำลังแป๊บเดียว น้ำหนักก็ลดลงไปเห็น ๆ แต่บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ หรืออาจจะเป็นเดือน อย่าใจร้อน! ให้เวลากับตัวเองหน่อย ถ้าคุณพยายามเดี๋ยวก็เห็นผลเองไม่ต้องรีบ
10. บางทีคุณอาจจะเป็นโรค (ที่ไม่เคยรู้)
โรคบางโรค เช่น ภาวะมีถุงน้ำที่รังไข่ (PCOS) ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ หรือฮอร์โมนที่ไม่สมดุล อาจจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และลดลงได้ยาก หากรู้สึกผิดปกติมาก ๆ ออกกำลังกาย และควบคุมอาหารมาเป็นเดือน ๆ น้ำหนักก็ไม่หายไปเลย ลองปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฟังเพลงทำให้ผอมได้นะจ๊ะ


ฟังเพลงทำให้ผอม ได้นะจ๊ะ

แน่นอนว่า การออกกำลังกายที่เพียงพอจะช่วยในการลดน้ำหนัก แต่จากผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมหาวิทยาลัยแฟร์ลีห์ ดิกกินสัน ในเมืองทีเน็ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐฯ พบว่า คนอ้วนที่ลดน้ำหนักด้วยการเดินอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ภายในระยะเวลาหกเดือน จะสามารถลดน้ำหนักลงได้ราว 4 กก. และลดไขมันในร่างกายลงได้ราว 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากเดินไปด้วยฟังเพลงไปด้วย ผลนี้จะเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว โดยสามารถลดน้ำหนักลงได้โดยเฉลี่ยถึง 8 กก. และไขมันในร่างกาย 4 เปอร์เซ็นต์ อาจเป็นเพราะกลุ่มหลังจะอินกับการออกกำลังกายได้ง่ายกว่า และนานกว่า "การออกกำลังกายกับเพลงที่ชอบ ทำให้เราลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการออกกำลังกายได้" หัวหน้าทีมวิจัย บอกเช่นนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลวิธีลดความอ้วนจาก woman's

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

8 กิจกรรมวันหยุด กำจัด200แคลอรี่


8กิจกรรมวันหยุด กำจัด200แคลอรี


1.เล่นแบดมินตัน ชวนเพื่อนๆ ออกมาเล่นแบดมินตันกลางแจ้งด้วยกัน คุณจะสามารถเบิร์นได้ประมาณ 200 แคลอรี ภายใน 40 นาที

2.จัดห้องใหม่ แค่จัดห้องใหม่ ย้ายเฟอร์นิเจอร์ เก็บนู่นเก็บนี่ใหม่ เรียกเหงื่อได้นิดหน่อย แต่เผาผลาญแคลอรีได้ดีทีเดียว

3.เล่นกอล์ฟ ไม่ต้องออกไปเดินสนามกอล์ฟกลางแดดร้อนๆ ให้ครบ 18 หลุมหรอก แค่หยิบชุดฝึกพัดกอล์ฟออกมาเล่น เหวี่ยงแขนไปเหวี่ยงแขนมาก้มๆ เงยๆ เก็บลูกเพลินๆ แค่ชั่วโมงเดียว ก็ลดไปแล้ว 200 แคลอรี

4.กระโดดโลดเต้นแบบเด็กๆ อย่างการเล่นตั้งเต (การกระโดดขาเดียวไปภายในช่องสี่เหลี่ยมที่ขีดขึ้นบนพื้น 10 ช่อง ทีละช่อง) เพียง 20 นาที คุณจะเผาผลาญออกไปได้ถึง 113 แคลอรี แต่ถ้าอยากเบิร์นพลังงานออกไปได้อีก กลับไปกระโดดแทรมโพลีนอีกสัก 22 นาที ก็จะเบิร์นได้เพิ่ม 87 แคลอรี

5.ไปเล่นโบว์ลิ่ง นัดเพื่อนๆ ออกไปแข่งโบว์ลิ่งกันดีกว่า เพียงแค่หนึ่งชั่วโมง แคลอรีก็หายไปเยอะแล้วนะ

6.เล่นโยคะ ด้วยโยคะวินยาสะ (Vinyasa) หรือท่าอาสนะทั้งหลาย เพียงแค่ 25 นาที 200 แคลอรีก็ถูกกำจัดออกไปง่ายดาย

7.ออกไปจับจ่าย การออกไปเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ เป็นความบันเทิงใจของผู้หญิงแทบจะทุกคน แถมมันยังช่วยลดแคลอรีให้คุณได้ด้วยนะ เพราะทุกๆ ครั้งที่คุณถอดเสื้อผ้าตัวเก่าของคุณออก แล้วหยิบชุดใหม่มาลอง แล้วเปลี่ยนชุดเดิมกลับ จะทอนแคลอรีลงไปได้ 11 แคลอรีเชียวนะ

8.ล้างรถ ในเวลา 40 นาที ที่คุณล้างรถและลงแว็กซ์ จะช่วยกำจัดแคลอรีให้คุณ 240 แคลอรี และหากคุณได้ยืดตัวเช็ดๆ ถูๆ ทำความสะอาดในรถด้วยแล้ว พลังงานก็จะยิ่งถูกใช้มากขึ้นกว่านี้อีกนะ

อย่าอยู่เฉย ลองเป็นคนอยู่ไม่สุขซะบ้าง อย่างเช่นเวลานั่งว่างๆ อยู่เฉยๆ ก็ลองเคาะนิ้วเท้าไปด้วย เพราะมีนักวิจัยเคยบอกว่า คนที่อยู่ไม่สุข ชอบทำนู่นทำนี่ ไม่อยู่นิ่ง จะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ถึงวันละ 350 แคลอรี ซึ่งมากกว่าคนที่ชอบอยู่นิ่งๆ มากเลยทีเดียวล่ะคร๊า

                                                   
เค้าก็ไม่ชอบอยู่นิ่งๆนะตัวเอง  





                          

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ซีเรียลอาหารเช้ามีคุณค่ามากกว่าที่คิด!!


ซีเรียลอาหารเช้ามีคุณค่ามากกว่าที่คิด!!!!

มีรายงานใหม่จากศูนย์การแพทย์บอสตันว่า หากคุณผู้ชายรับประทานซีเรียลโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ดทุกวันตลอดหนึ่งสัปดาห์ จะช่วยลดความดันโลหิตได้ถึงร้อยละ 25

จากการทดลองนี้สรุปสั้นๆ ได้ว่า
วิตามินและเกลือแร่หลายชนิดในธัญพืชเต็มเมล็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพแทสเซียมนั้น จะเข้าไปช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเส้นเลือดโดยตรง อีกทั้งไฟเบอร์ยังไปช่วยลดปริมาณน้ำตาล ไขมัน และอินซูลิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อความดันโลหิตทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องบริโภคซีเรียล โฮลเกรน เพราะหากเกิดภาวะความดันโลหิตสูง โรคร้ายหลายอย่างอาจตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง

สำหรับคุณผู้หญิงเอง แม้ไม่มีตัวเลขชี้ชัดจากการวิจัยนี้ แต่การรับประทานซีเรียลโฮลเกรนย่อมเป็นประโยชน์เช่นกัน อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ยืนยันเฉพาะธัญพืชเต็มเมล็ดเท่านั้น หากคุณบริโภคธัญพืชขัดสีอาจไม่ได้คุณค่าแบบนี้นะคะ
^^

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

PEPSI หายไปเพราะ????

PEPSI...ขาดตลาดเพราะ??? 

อดกินไปอีกพักใหญ่ๆไปเลยคร๊าๆอาจต้องรอนานถึง 8 เดือนกันเลย เพราะเรื่องมีอยู่ว่า PEPSI เค้าอยากที่จะ take over บริษัทเสริมสุขที่เป็นคนผลิตและขายPEPSI ในเมืองไทย ประกอบกับได้มิตรใหม่อย่างเจ้าสัวเจริญ เจ้าของ"ช้าง" มาถือหุ้นใหญ่แทน เลยยกเลิกสัญญากับ PEPSI ซะ แล้วจะผลิตน้ำดำเองและจะใช้ชื่อว่า Est cola ต้องรอดูกันต่อไปนะจ๊ะ

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Dry Beer ไม่อ้วนนนน

ดรายเบียร์ Dry Beer

เบียร์จากยีสต์ให้แคลลอรี่ต่ำ กินเบียร์ได้ไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะผ่านการหมักจากยีสต์พิเศษที่ทำให้น้ำตาลน้อยกว่าเดิม Asahi เคลมว่าเป็นเบียร์รายแรกที่ผลิต Dry Beer ทๆให้ Dry Beer ดังไปทั่วโลก และรสชาตินุ่มเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญที่สุดคือไม่ทำให้รสชาติผิดเพี้ยนแล้วก็ไม่อ้วนด้วยคร๊าาาา





(เมามั่วรั่ว ไม่อ้วน ปลอดภัยคร๊าาา)




วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ดื่มกาแฟได้อะไรได้มากกว่าที่คิด!!!!


ดื่มกาแฟได้อะไรมากกว่าที่คิด!!!

วันนี้เรามีเคล็ดลับน่ารู้มาฝากคอกาแฟทั้งหลายกันกับการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ จากที่เคยได้ยินกันทั่วไปว่าการดื่มกาแฟนั้นให้โทษต่อร่างกาย เพราะเนื่องจากการดื่มกาแฟนั้นมีส่วนผสมของคาเฟอีน แต่ถ้าเรารู้จักดื่มรู้จักเลือกแล้วหล่ะก็การดื่มกาแฟก็สามารถกลายเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพได้เช่นกันค่ะ วันนี้เราก็เลยนำเอา 6 ข้อน่ารู้ดีๆ เกี่ยวกับการ ดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ มาแนะนำให้รู้กันค่ะ




6 เคล็ดลับ ดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ

1. ไม่จริงว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ ส่งผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน ถ้าคุณดื่มเพียงวันละ 1-2 ถ้วย

2. ไม่รู้ใช่มั้ยกาแฟช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาจะช่วยเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน

3. ต้องดื่มบ่อยๆสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วงแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล.) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมงและต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย

4. กาแฟดีกว่าไวน์และชาสมุนไพรเมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพร และไวน์แดง ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ

5. ระวังไว้นิดก็ดีองค์ประกอบหลักของกาแฟคือ สารกาเฟอีนซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่มีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือเต้นผิดปกติในบางครั้งและเพิ่มความดันโลหิต งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันในผู้ที่มียีนขจัดกาเฟอีนช้าทำให้กาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดกาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็จะไม่มีผล

6. ดีแคฟไม่ช่วยอะไร ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดกาเฟอีนอาจคิดว่าปลอดภัยแต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดกาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้างแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลตัวร้ายได้เพราะในกระบวนการสกัดกาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย ดังนั้น การดื่มดีแคฟนอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้วยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย

อะไรที่มากหรือน้อยเกินพอดีล้วนมีโทษทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากดื่ม กาแฟให้ได้ประโยชน์ก็ต้องเลือกในปริมาณและรสชาติที่เกินพอดีแล้วจะมีความสุขกับกาแฟแก้วโปรดไปอีกนานๆ

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

แค่พักผ่อนให้เพียงพอ ก็ผอมแล้วคร๊า!!!!!!


แค่พักผ่อน ก็สามารถลดอ้วนได้!!!!!

มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกกลุ่มหนึ่งพบว่า ?เพียงแค่คุณนอนหลับให้เพียงพอในยามกลางคืนก็สามารถช่วยให้ร่างกายกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน? แถมยังพบด้วยว่า คนที่นอนน้อยในตอนกลางคืนมีโอกาสจะกลายเป็นคนตุ้ยนุ้ยสูงอีกด้วยนะคะ โดยผลการทดลองนี้ทำในกลุ่มอาสาสมัคร 10 คน เป็นเวลานาน 4 สัปดาห์ โดยในการทำวิจัยนั้นจะให้ทุกคนรับประทานอาหารแคลอรีต่ำเหมือนกัน ในสองสัปดาห์แรกเหล่าอาสาสมัครจะได้นอนคืนละ 8.5 ชั่วโมง และอีกสองสัปดาห์ที่เหลือเวลานอนจะลดลงเหลือเพียงแค่ 5.5 ชั่วโมง
เมื่อสิ้นสุดการทดลองในสัปดาห์ที่สี่พบว่า แม้น้ำหนักของอาสาสมัครในช่วงสองสัปดาห์แรกกับสองสัปดาห์หลังจะไม่แตกต่างกันนัก แต่ที่น่าสนใจคือ ?สัดส่วนของไขมันที่พบว่า สองสัปดาห์แรกไขมันของอาสาสมัครลดลงเฉลี่ย 3.1 ปอนด์ ขณะที่สองสัปดาห์หลังซึ่งอาสาสมัครได้นอนเพียงคืนละ 5.5 ชั่วโมง ปริมาณไขมันลดลงเฉลี่ยเหลือเพียง 1.3 ปอนด์?

รู้เคล็ดลับดีๆ แบบนี้แล้ว สาวๆ ก็อย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอกันด้วยนะคะ

อยากผอม??ต้องรีบอ่านค๊า


อยากผอม???ต้องรีบอ่านค๊า
อยากผอมทําไงดี ? โปรดหยุดพฤติกรรมต่อไปนี้ซะ !!!.... แน่นอนว่าหากคุณได้หยุดพฤติกรรมที่เรานำมาบอกต่อไปนี้คำถาม อยากผอมทําไงดี ? คงไม่เกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอนค่ะ แต่หากว่าคำถาม อยากผอมทําไงดี ? ได้เกิดขึ้นกับคุณแล้วฉะนั้นมาตั้งใจดูพฤติกรรมบ้างอย่างของคุณที่เรานำมาบอกแล้วให้คุณหยุดพฤติกรรมที่เรานำมาบอกซะ เพราะว่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งเลยที่จะช่วยให้คุณนั้นลดน้ำหนัก ลดความ และได้ความผอมสมใจนึกของคุณอย่างแน่นอนค่ะ ฉะนั้นต่อไปคงไม่มีคำถามที่ว่าอยากผอมทําไงดี ? อีกต่อไปแล้วนะค่ะ นั้นเรามาดูกันดีกว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่คุณควรหยุด (หากว่าใครยังไม่รู้)

อยากผอมทําไงดี ? ต้องหยุดพฤติกรรมต่อไปนี้ !

1. ดูทีวี
เคยมีงานวิจัยระบุว่า คนที่ดูทีวีมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มที่น้ำหนักจะขึ้นได้มากกว่าคนที่ดูทีวีเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงต่อวัน นั่นเพราะเมื่อดูทีวีร่างกายของคุณแทบจะไม่ได้ลุกหรือขยับไปไหนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และอัตราการเผาผลาญในร่างกายลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งเคยมีรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า ยิ่งปล่อยให้เด็กๆ ดูทีวีนานเท่าไหร่ก็ยิ่งอ้วนขึ้นได้ง่ายเท่านั้น

2. ทานเร็ว ทานไว
แทบจะเป็นนิสัยประจำตัวของผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสังคมอันเร่งรีบเลยทีเดียว แต่รู้ไหมว่าการทานอาหารเร็วนั้นจะยิ่งทำให้คุณทานมากขึ้น เพราะโดยปกติแล้วสมองจะต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ที่จะส่งสัญญาณว่า "อิ่มแล้ว" และทำให้คุณหยุดกิน แต่หากคุณทานอาหารเร็วกว่าสมองจะส่งสัญญาณ "อิ่ม" คุณก็ทานอะไรต่อมิอะไรเข้าไปมากมายเสียแล้ว แน่นอนว่า ความอ้วนถามหาอย่างไม่ต้องสงสัย

3. ทำงานไป กินไป
หลายคนติดนิสัยต้องหาขนมนมเนยเข้าปากระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ดูทีวี ขับรถ หรือแม้กระทั่งคุยโทรศัพท์ ก็ขอให้มีอะไรเคี้ยวเล่นหน่อยเถอะแต่นิสัยนี้จะทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจเชียวล่ะ

4. หลงใหลอาหารฟาส์ตฟู้ดส์
แม้อาหารฟาส์ตฟู้ดส์จะดูเป็นอาหารที่รวดเร็วทันใจหนุ่มสาวในสังคมยุคใหม่แต่ก็ทำให้คุณน้ำหนักพุ่งเร็วทันใจเช่นกัน เพราะอาหารฟาส์ตฟู้ดส์เหล่านี้ล้วนประกอบไปด้วยแป้ง ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ แถมยังมีกากใยไฟเบอร์จากผักผลไม้น้อยมากยิ่งชิ้นใหญ่ๆ ยิ่งน่ากลัวทีเดียว

5. กินตามอารมณ์
หากคุณไม่ได้ทานอาหารเพราะหิวแต่ทานตามอารมณ์รู้ไหมว่าจะทำให้คุณอ้วนขึ้นได้ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า 75% ของการรับประทานอาหารที่มากเกินไปเกิดจากการรับประทานอาหารตามใจหรือตามอารมณ์ของตัวเองทั้งนั้น อย่างเช่นหากคุณเครียดก็อาจจะวิ่งเข้าครัวไปหยิบสแน็กมาแทนหรือหากมีความสุขคุณก็ทาน ทาน ทาน เช่นกัน

6. ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
คำพูดยอดฮิตของใครหลายๆ คนใช่ไหมล่ะ แม้จะปฏิญาณตนไว้แล้วก็ตามว่า "วันนี้แหละ ฉันจะออกกำลังกาย" แต่สุดท้ายก็มักจะอ้างว่า "ไม่มีเวลา" ทุกทีไป นั่นเพราะคนส่วนใหญ่ชอบจัดให้การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่สำคัญเป็นสิ่งสุดท้ายในตารางชีวิตไปเสียอย่างนั้น

7. คนใกล้ตัวพาอ้วนได้
ผลการศึกษาเมื่อปี 2007 ที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine พบว่า "ความอ้วน" อาจมีสาเหตุมาจากคนรอบข้างที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยก็เป็นได้ โดยผู้วิจัยได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 12,000 คน ที่มีอายุเกิน 32 ปีขึ้นไป พบว่า คนที่มีเพื่อน พี่น้องหรือคู่ครองคนใดคนหนึ่งที่มีน้ำหนักเกินมีแนวโน้มจะอ้วนขึ้นได้ตั้งแต่ 37-57 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าพฤติกรรมการกินการใช้ชีวิตส่งอิทธิพลถึงให้คล้ายๆ ก็เป็นได้ ส่วนใครที่มีเพื่อนบ้านน้ำหนักเกินก็ไม่ต้องกังวลเพราะรายงานไม่พบว่า เพื่อนบ้านสามารถทำให้คุณน้ำหนักเกินตามไปด้วยได้

8. นอนหลับไม่เพียงพอ
หากคุณนอนหลับไม่เพียงพอฮอร์โมนเกรลินซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความหิวจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ฮอร์โมนเลปตินซึ่งเป็นฮอร์โมนระงับความอยากอาหารจะลดลงทำให้คุณอยากทานนู่นอยากทานนี่ไปเสียหมด สอดคล้องกับผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักรที่พบว่า หากเวลานอนของคุณลดลงไป 1 ชั่วโมง จะทำให้คุณอ้วนเพิ่มขึ้นได้อีก 3% เลยเชียวล่ะ

9. ไม่สนใจเรื่องแคลอรี่
คนมากมายรับประทานอย่างเดียวโดยไม่รู้ว่า อาหารที่เรารับประทานมีแคลอรี่มากน้อยแค่ไหน และในวันหนึ่งๆ เราต้องการแคลอรี่มากน้อยแค่ไหนทำให้เราไม่สนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าและมักจะกินตามใจฉันซึ่งนี่เป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและยังเป็นนิสัยที่ไม่ดีด้วยล่ะ

10. ใช้เครดิตการ์ด
จากผลสำรวจการใช้บัตรเครดิตจับจ่ายในร้านอาหารฟาส์ตฟู้ดส์กว่า 100,000 ร้าน พบว่า คนที่จ่ายค่าอาหารด้วยบัตรเครดิตจะเสียเงินซื้ออาหารมากกว่าคนที่จ่ายด้วยเงินสดถึง 30% โดยสำหรับผู้หญิงที่เข้าร้านอาหารฟาส์ตฟู้ดส์สัปดาห์ละครั้ง พวกเธอจะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีก 4.9 ปอนด์ หรือประมาณ 245 บาทต่อปี นั่นก็เพราะพวกเธออยากได้คะแนนสะสมก็เลยต้องซื้อของกินมากขึ้น เพื่อให้ได้แต้มเพิ่มขึ้นนั่นเองและหากมีของกินมากขึ้นจะไม่ให้คุณอ้วนขึ้นได้อย่างไรล่ะ

11. พลาดอาหารมื้อสำคัญ
งานวิจัยหลายชิ้นบอกเราว่า คนที่ทานอาหารเช้าจะมีแนวโน้มน้ำหนักเกินลดน้อยลง เช่นเดียวกับ ดร.เดนิส บรูเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนที่กล่าวว่า การข้ามอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งไปทำให้คุณอยากจะชดเชยความอยากอาหารในมื้อต่อไปซึ่งจะทำให้คุณอยากทานอาหารในปริมาณที่มากขึ้นนั่นเอง

12. ใส่เสื้อผ้าที่ไม่สบายตัว
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การใส่เสื้อผ้าก็มีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักตัวของคุณด้วย โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินพบว่า การสวมใส่เสื้อผ้าลำลองที่สบายๆ สไตล์ Casual ในวันทำงานจะเอื้ออำนวยต่อการทำกิจกรรมต่างๆ มากกว่า ดังเช่น ในวันที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาสวมเสื้อผ้ายีนส์จะเดินได้มากกว่าวันที่สวมเสื้อผ้าแบบทางการอย่างชุดสูทเฉลี่ยถึง 8% ซึ่งก้าวเดินที่มากขึ้น หมายถึงว่า เราได้เผาผลาญแคลอรีในร่างกายได้เพิ่มขึ้นด้วยและถ้าหากคุณสวมใส่เสื้อผ้าสไตล์ลำลองสบายๆ ทุกๆ วันเป็นเวลา 50 สัปดาห์ จะสามารถเบิร์นแคลอรีได้เพิ่มขึ้น 6,250 แคลอรีต่อปีอย่างไม่น่าเชื่อ

13. ไม่ยอมชั่งน้ำหนัก
แม้คุณจะเกลียดตัวเลขที่ปรากฎบนที่ชั่งน้ำหนักแค่ไหนเราขอแนะนำให้คุณหันหน้ากลับไปหาตาชั่งเหมือนเดิมค่ะ เพราะผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยมินเนโซต้าพบว่า คนที่ชั่งน้ำหนักทุกวันๆ เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี จะสามารถลดน้ำหนักลงได้มากกว่าคนที่แทบจะไม่เคยชั่งน้ำหนักเลย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าการชั่งน้ำหนักทำให้เรารู้ว่า ตอนนี้เราอ้วนแล้วหรือยังและเกิดแรงฮึดที่จะลดน้ำหนักหรือทานอะไรให้น้อยลงนั่นเอง โอ้...ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย

14. เบื่อ เครียด...อ้วน
มีผลสำรวจจากประเทศอังกฤษระบุว่า คนเราจะรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้น เมื่อพวกเขารู้สึกเบื่อ เครียด และเหนื่อยหน่ายกับปัญหาต่างๆ ดังนั้นแล้ว หากใครไม่อยากอ้วนก็ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าเครียดเลยค่ะ เดี๋ยวจะกิน กิน กิน ไม่รู้ตัว

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555


เรามากำจัดคอเรสเตอรอลกันเถอะ!!!!!!
วันนี้เราได้นำวิธีกำจัดไขมันและคอเลสเตอรอลเพื่อให้คุณผู้หญิงได้มีหุ่นสวย ผอมเพรียวกันอีกครั้งค่ะ ในช่วงเวลาที่สาวๆ ทั้งหลายเริ่มที่จะรู้ตัวว่ากินเยอะและแต่ละอย่างที่กินเข้าไปนั้นมีปริมาณแคลอรี่ที่สาวๆ ทั้งหลายเริ่มหวั่นๆ วันนี้เราได้เอา วิธีลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ ที่สาวๆ ทั้งหลายต้องการมาฝากกันค่ะ การมีไขมันส่วนเกินเป็นปัญหาที่สาวๆ อย่างเราไม่อยากที่จะพบเจอเลยจริงๆ แต่เมื่อเวลาที่ความหิววิ่งเข้าหาก็ไม่สามารถยั้งมือได้เช่นกันจริงไหมหล่ะค่ะ แต่นับจากนี้เป็นต้นไปสาวๆ ทั้งหลายก็ไม่ต้องมาคอยกังวลใจกับการกินที่สุดแสนจะอร่อยอีกแล้ว เพราะว่า 10 วิธีลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ ที่เรา นำมาแนะนำสามารถช่วยคุณแก้ไขปัญหาไขมันส่วนเกินได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีสาวๆ ทั้งหลายก็ควรจะมีหุ่นสวยกระชับไปพร้อมๆ กับการมีสุขภาพที่ดีอย่างการออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีมากๆ เลยนะ อย่าห่วงแต่ดูแลหุ่นสวยแล้วมองข้ามการมีสุขภาพที่ดีกันนะคะ

10 วิธีลดไขมันส่วนเกิน ลดคอเลสเตอรอล
1. เวลาจะเลือกทานไข่เจียว
แนะนำให้ใส่ผักอย่างหัวหอม มะเขือเทศ เห็ด ลงไปด้วย และทอดด้วยน้ำเปล่าแทนการใช้น้ำมันก็จะช่วยทำให้อิ่มท้องเร็ว อีกทั้งยังช่วยตัดไขมันที่ได้จากน้ำมันออกไปได้ด้วยค่ะ
2. เปลี่ยนการทาน
เปลี่ยนการทานข้าวขาวมาทานเป็นข้าวกล้องแทน แล้วก็จากขนมปังขาวก็เปลี่ยนมาเป็นขนมปังโฮลวีทแทน เพราะจะได้เส้นใยอาหารมากขึ้นช่วยลดน้ำหนักได้
3. การไม่ทาเนยบนขนมปัง
การไม่ทาเนยบนขนมปังจะช่วยลดแคลอรีลงได้ถึง 75 แคลอรีต่อขนมปัง 1 แผ่น
4. ถ้าทานข้าวลดลง 1 ทัพพี
สามารถลดแคลอรีลงได้ 80 แคลอรี ถ้าทำได้ทั้ง 3 มื้อ ก็จะสามารถลดแคลอรีลงได้ถึง 240 แคลอรีต่อวัน

5. เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำ
เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำผลไม้จาก 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน
6. เปลี่ยนการใช้น้ำตาล
เปลี่ยนการใช้น้ำตาลมาเป็นสารให้ความหวานแทนในถ้วยเครื่องดื่มและแก้ว จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 32 แคลอรี
7. ใช้นมพร่องมันเนย
ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียมในเครื่องดื่ม
8. เวลาทานสลัด
เวลาทานสลัดให้ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 60 แคลอรี ส่วนถ้าเป็นแบบน้ำใสก็จะช่วยลดได้ 45 แคลอรี
9. เปลี่ยนอาหารเช้า
เปลี่ยนอาหารเช้ามาเป็นอาหารแบบให้พลังงานต่ำ เช่น แกงจืดเต้าหู้ หรือผัดผักใส่เนื้อไม่ติดมัน และใน 1 มื้อ อนุญาตให้มีเมนูทอดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
10. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำตาลได้
ก็สามารถลดปริมาณลดได้ โดยถ้าลดจากการใส่น้ำตาล 2 ช้อนชา (2 ก้อน) เป็น 1 ช้อนชา (1 ก้อน) จะช่วยลดได้ 15 แคลอรี

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน อยากรู้มั๊ยสาวๆ


กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน!!!อยากรู้มั๊ย????
"กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน" ประโยคนี้เห็นทีคุณผู้หญิงที่ชอบกินอย่างคุณต้องชอบแน่ๆ เลยใช่ไหมล่ะค่ะ และวันนี้เราก็มีเคล็ดลับ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน มาฝากให้ได้รู้กันอีกด้วยค่ะ แหม๋...คนที่ชอบกินอย่างนี้คงต้องรีบมาดูเคล็ดลับกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ไปพร้อมๆกันเลยค่ะ แล้วเมื่อคุณผู้หญิงทั้งหลายได้รู้เคล็ดลับ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน กันแล้วก็อย่าลืมทำตามกันด้วยนะค่ะ แล้วครั้งหน้าเวลาจะทานอะไรก็ไม่ต้องมัวมาพะว้าพะวงว่า อันนี้ก็กินไม่ได้ อันนั้นก็กินไม่ดี เพราะกลัวแต่น้ำหนักจะขึ้น ทำให้ต้องอดใจกับอาหารอันเลิศรสหรือของโปรดต่างๆ ไปจนหิวโซกันเลยทีเดียวค่ะ หากเป็นเช่นนั้น คุณเกิดอดทนไม่ได้อาจจะกลายเป็นการโยโย่น้ำหนักเพิ่มเป็นสองเท่าเลยก็เป็นได้ค่ะ และอาจจะทำให้การเผาผลาญร่างกายไม่ทันอีกด้วยค่ะ แล้วเพื่อไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็มาดูเคล็ดลับ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ไปพร้อมกับเรา ณ บัดนาวเลยค่ะ


เคล็ดลับ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
"ให้คิดตามหลักง่ายๆ เลยค่ะว่า เราทานเข้าไปเท่าไหร่ก็ควรจะนำพลังงานออกมาใช้ให้ได้เท่านั้นด้วยการออกกำลังกาย ดูอย่างรถยนต์ถ้าเติมน้ำมันมากแล้วใช้มากน้ำมันก็จะหมดเร็ว แต่ถ้าเติมเข้าไปมากแล้วใช้น้อยน้ำมันจะสะสมอยู่ในถัง"

และถึงแม้การลดน้ำหนักด้วยการลดปริมาณอาหารอาจเป็นเรื่องยากถึงยากที่สุดสำหรับคนเจ้าเนื้อทั้งหลาย แต่นักโภชนาการคนเก่งยืนยันว่า หากรู้จักควบคุมตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นก็จะสามารถควบคุมรูปร่างให้สเลนเดอร์ได้ เช่นกัน โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้ว่า ทานอย่างไรให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย หรือถ้าเป็นคนทานเก่งมากแต่ตัดใจไม่เก่งก็ต้องศึกษาว่า ควรเลือกบริโภคอย่างไรไม่ให้สารอาหารที่ได้รับเกินความต้องการของร่างกาย ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานมาก เช่น แป้งและไขมันแล้วหันมาบริโภคอาหารที่ให้พลังงานน้อยแต่ประโยชน์สูงและมีกากใยมาก เช่น ผักกับผลไม้ ส่วนโปรตีนควรเน้นปลาเป็นหลัก

สำหรับหนุ่มสาวคนทำงานที่วันๆ ต้องอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทบไม่มีเวลาออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราว วิธีง่ายๆ ในการออกกำลังกายระหว่างทำงานคือ เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์, ขณะทำงานให้ทำท่าบริหารร่างกายแบบง่ายๆ เช่น การยืดขาเข้าออกและบิดลำตัวไปมา แม้แต่การเดินไปทานอาหารกลางวันนอกออฟฟิศก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีทำให้ได้ยืดเส้นยืดสาย ส่วนประเภทที่มีเวลาหลังเลิกงานขอแนะนำให้เต้นแอโรบิกเพราะเป็นการออกกำลังกายที่สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากที่สุด ใช้เวลาแค่ครั้งละ 40 นาที แต่ได้เอกเซอไซส์ครบทุกส่วน



มาลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดกันค๊า


ลดน้ำหนักแบบง่ายๆ แต่ได้ผล
วิธีการลดน้ำหนักแบบง่ายๆ แต่ได้ผลเกินคาดในเวลาที่คุณจำกัดได้ด้วย วิธีการลดน้ำหนักแบบง่ายๆ นี้จะทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้อย่างสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกันทีเดียวล่ะค่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่อยากผอมอย่างไร้กังวลก็ต้อง วิธีการลดน้ำหนักแบบง่ายๆ วิธีนี้นับว่าเวิร์คแบบสุด ๆ เลยค่ะ ว่าแล้วอย่ารอช้าที่จะกำจัดไขมันส่วนเกินที่เป็นเพื่อนเรามาอย่างยาวนานให้ออกไปด้วย วิธีการลดน้ำหนักแบบง่ายๆ กันเถอค่ะ


วิธีการลดน้ำหนักแบบง่ายๆ

1. เจือจางน้ำผลไม้ ผสมน้ำผลไม้ที่คุณโปรดปราน (ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คุณเคยดื่ม) กับน้ำเปล่าหรือน้ำแร่แบบมีฟอง คุณสามารถตัดลดแคลอรี่ลงไปได้อย่างน้อย 85 แคลอรี่ ต่อแก้ว ซึ่งหมายถึง 2 กิโลในหนึ่งปี

2. เคี้ยวหมากฝรั่ง งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ค้นพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลตลอดทั้งวันเพิ่มอัตราการผลาญได้ราว 20% ที่สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าปีละ 10 ปอนด์

3. จิบชาเขียวก่อนออกไปเดิน คาเฟอีนช่วยปลดปล่อยกรดไขมันของคุณจึงเผาผลาญไขมันได้ง่ายกว่า และโพลีฟีนอล (ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์) ในชาเขียวก็ดูจะทำงานร่วมกับคาเฟอีนในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ (ถ้าคุณความดันโลหิตสูงอย่าใช้เคล็ดลับนี้)

4. หลอกต่อมรับรส การจิบยาแก้ไอรสเมนธอลหรือยูคาลิปตัสจะช่วยระงับอาการอยากอาหารได้อย่างชะงัดในทันที

5. เพิ่มรสชาติเผ็ดร้อน การเติมพริกลงในอาหารจะทำให้คุณทานอาหารช้าลงและพริกยังช่วยเพิ่มการผลาญพลังงานอีกด้วย

6. อย่าอยู่เฉย การขยับแข้งขยับขาหรืออยู่ไม่สุขตลอดเวลาจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น ซึ่งอาจมากถึงวันละ 700 แคลอรี่เลยล่ะ

7. เช่าหนังผีมาดู คุณมีความอยากอาหารน้อยลงเวลาที่กลัวแต่จะกินมากขึ้นถ้าโกรธหรือมีความสุข

8. มองตัวเอง งานวิจัยบอกว่า การมองตัวเองในขณะกินอาหารอาจทำให้คุณกินน้อยลงได้ 22-32 เปอร์เซ็นต์

9. วิดพื้น ก่อนที่คุณจะเปิดถ้วยไอศกรีมวางมันลงก่อนแล้วก็ทำท่าวิดพื้นซัก 10 ครั้ง การทำกิจกรรมทางกายบางอย่างจะทำให้คุณสำนึกถึงเป้าหมายของคุณขึ้นมาได้

10. ดมกลิ่น เวลาที่อยากกินขนมเค้กหรือคุกกี้หอมกรุ่นพวกนั้นเหลือเกินลองทำแบบนี้ดู สูดกลิ่นมันสัก 30 วินาทีก่อนกิน มันจะเป็นการตอบสนองต่อความอยากที่จะช่วยให้คุณหยุดกินได้แค่คุกกี้ชิ้นเดียว

11. กินปลา ปลา ที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ทูน่า แม็กครีล และแซลมอน อาจช่วยคุณลดน้ำหนักได้ด้วยการเผาผลาญไขมันให้ดีขึ้น คนที่น้ำหนักเกินซึ่งกินอาหารแคลอรี่ต่ำที่มีปลาด้วยทุกวันลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้กินปลาเลยราว 20%

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

เครื่องมือเสริมความงาม???มีอะไรบ้างน๊า...


เรามารู้จักเครื่องมือเสริมความงามกันเถอะ
สถาบันความงามในสมัยปัจจุบันนี้เกิดขึ้นมาอย่างมากมายและมีเครื่องมือเสริมความงามที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่สมัยต่าง ๆ ที่นำมาแข่งขั้นกันเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน แต่วันนี้เราจะนำเรื่อง เครื่องมือเสริมความงาม ต่าง ๆ ที่คุณควรรู้ว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างและมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น Laser , Radio Frequency , Botox , Ionto ฯลฯ

LASER (light amplification by simulated emission of radiation)

หลักการ : เป็นเครื่องมือให้กำเนิดคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่น (wavelength) ที่เหมาะสมแล้วยิงไปยังเซลล์เป้าหมาย ซึ่งเซลล์จะรับและดูดซับพลังงานแสงในระดับที่เข้มพอที่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนทำลายเซลล์ที่ต้องการกำจัดโดยจะไม่ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อปกติ ทำให้ไม่มีปัญหาผิวแดงหรือแผลเป็นที่หนังกำพร้าซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

สภาพปัญหาที่เหมาะสมและการรักษา :
ทำเลเซอร์กระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนเพื่อลดริ้วรอย รักษาปานแดงด้วยเลเซอร์ที่สามารถกำจัดเนื้องอกหลอดเลือด ขจัดขนส่วนเกินโดยทำลายเซลล์รากขน เซลล์ไขมันที่ทำให้เกิดตุ่มไขมัน เม็ดสีเมลานินเพื่อรักษากระ ฝ้า ส่วนปัญหาที่มีผู้นิยมมารับการรักษามากที่สุดได้แก่ ผู้ที่เป็น รอยคล้ำ กระ ฝ้า อย่างไรก็ตามการรักษาปัญหาผิวพรรณด้วย LASER นั้น บางอย่างอาจไม่หายขาด 100% เพียงแต่มีอาการดีขึ้น และอาจเกิดขึ้นได้ใหม่ เนื่องจากเลเซอร์จะขจัดเซลล์ส่วนเกินที่ไม่ต้องการแต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดขึ้นใหม่ของเซลล์

ข้อควรคำนึง :
ผลจากการทำเลเซอร์แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทแรกยิงแล้วมีบาดแผลเช่น เลเซอร์กำจัดไฝ กระเนื้อ หลังทำการรักษาจะเกิดแผลเป็นจุดเลือดออกและผิวอาจเป็นรอยบุ๋มเล็กน้อย ต้องดูแลโดยทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือสำหรับล้างแผล ทายา และหลีกเลี่ยงแสงแดด จากนั้นเนื้อเยื่อบริเวณรอยบุ๋มจะค่อย ๆ ขึ้นเต็มเหมือนเดิม อาจมีรอยคล้ำจาง ๆ เกิดขึ้นจากความร้อนของเลเซอร์แต่จะหายไปได้เองประมาณ 4 สัปดาห์ สำหรับประเภทที่สองยิงแล้วไม่มีบาดแผล เช่น กำจัดขน เส้นเลือดขอด ลดรอยคล้ำ กระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนเพื่อแก้ไขริ้วรอย หลังการรักษาสามารถล้างหน้า ทาครีมและใช้เครื่องสำอางได้ตามปกติให้ความสะดวกในการดูแลหลังการรักษา หากใช้เครื่องมือไม่เหมาะสมควบคุมความร้อนไม่ดีอาจเกิดแผลเป็นได้ ดังนั้นจึงเป็นการรักษาที่ต้องใช้ความชำนาญควรพบแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น


RADIO FREQUENCY (RF)


หลักการ : RF เป็นเครื่องให้กำเนิดคลื่นวิทยุความถี่สูงไปยังผิวหนัง เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้อุณหภูมิในผิวหนังร้อนขึ้น และความร้อนที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นใยคอลลาเจนให้เปลี่ยนแปลงหดกระชับหรือกระตุ้นให้เกิดการสร้างใหม่ทำให้ยกกระชับผิวให้เรียบตึงขึ้นกว่าเดิม

สภาพปัญหาที่เหมาะสม :
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยจากการหย่อนคล้อย เช่น แก้มย้อย ร่องแก้มลึก และมักให้ผลดีในคนช่วงอายุ 40 - 60 ปี อย่างไรก็ตามการรักษาได้ผลดีในระดับหนึ่งแต่ไม่เทียบเท่าการผ่าตัดดึงหน้า

ข้อควรคำนึง :
RF ให้ความร้อนลงไปลึกทำให้ผิวหนังหดรัดมากอาจเกิดเป็นรอยบุ๋ม ปัจจุบันปรับให้ปลอดภัยมากขึ้นผลข้างเคียงน้อยลงมาก ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ


BOTOX

หลักการ :
Botox เป็นชื่อการค้าของ Botulinum toxin เป็นสารพิษสกัดจากแบคทีเรีย Clostidium Botulinum ออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยฉีดปริมาณน้อย ๆ เข้ากล้ามเนื้อ เพื่อลดการหดเกร็งของผิวหนัง แต่ออกฤทธิ์เพียง 4-6 เดือนแล้วถูกร่างกายสลายไปตามธรรมชาติ

สภาพปัญหาที่เหมาะสม : ลดริ้วรอยที่เกิดจากการขมวดคิ้ว ตีนกาที่เกิดจากการยิ้ม

ข้อควรคำนึง :
สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาให้หาย 100% เมื่อฉีด Botox 4-6 เดือนแล้วอาจมีรอยย่นกลับมาใหม่ได้ จึงควรทำการรักษาต่อเนื่อง


IONTO (Iontophoresis)


หลักการ :
เป็นอุปกรณ์ช่วยเพิ่มการส่งผ่านโมเลกุลของยาเข้าสู่ผิวหนัง โดยใช้กระแสไฟฟ้าตรงเป็นตัวผลักดันไอออนต่าง ๆ ผ่านผิวหนังเข้าไป จึงใช้กระแสไฟฟ้าผลักดันตัวยาซึ่งมีประจุให้ผ่านชั้นหนังกำพร้า (epidermis) ทางรูต่าง ๆ (skin pores) ต่อมเหงื่อ (sweat glands) หรือต่อมรากขน (hair follicles) และเข้าไปยังชั้นหนังแท้ (dermis) ต่อไป นอกจากนี้ความต้านทานโดยรวมของผิวหนังยังลดลงเนื่องจากอิทธิพลของกระแสไฟฟ้าจึงทำให้ตัวยาสามารถผ่านได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และผิวหนังจะเป็นเสมือนที่เก็บกักตัวยา ซึ่งจะค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยาเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อที่ลึกลงไปบริเวณที่ได้รับการรักษาอาจจะแดงหรือเป็นสีชมพูอยู่ชั่วคราว เนื่องจากเส้นเลือดฝอยขยายโดยทั่วไปจะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 ชม. หลังจากทำเสร็จ

สภาพปัญหาที่เหมาะสม :
ใช้ส่งเสริมการทายาพวกแอนตี้ออกซิแดนซ์ (Antioxidant) ที่สลายตัวง่ายเช่น วิตามินซี วิตามินเอ Aloe vera เป็นต้น

ข้อควรคำนึง :
Ionto มีข้อควรระวังน้อย แต่ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือการไหม้ของผิวหนังภายใต้บริเวณที่สัมผัสกับขั้วกระตุ้น เนื่องจากปริมาณกระแสไฟฟ้าที่หนาแน่นใต้ขั้วกระตุ้น โดยเฉพาะบริเวณที่มีแผลเปิดหรือถลอก เพราะจะเป็นบริเวณที่มีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ นอกจากนั้นบริเวณที่มีแผลเป็น (scar) ก็มักจะเป็นที่สะสมของกระแสไฟฟ้าซึ่งทำให้เกิดการไหม้ได้เหมือนกัน

คำเตือน : ยังไม่มีการยืนยันผลที่แน่นอนจากการใช้ Ionto ว่ามีประสิทธิภาพจริง


Dermal Filler

หลักการ : เป็นสารเติมเต็มสำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนังทดแทนคอลลาเจนที่หายไปในรอยย่นลึกถาวร อาจใช้คอลลาเจนหรือ Hyaluronic acid เพื่อความปลอดภัยควรเป็นสกัดจากธรรมชาติเพราะจะสลายไปเองในระยะเวลา 4-6 เดือน

สภาพปัญหาที่เหมาะสม :
รอยย่นลึก รอยย่นระหว่างคิ้วหรือร่องแก้มที่เป็น Static line

ข้อควรระวัง : ไม่ควรใช้สารพวกซิลิโคน อยู่ได้นานจริงแต่อาจไหลย้อยสู่ที่อื่นได้ และอาจเกิดอาการแพ้รุนแรง

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

น่ารู้! เครื่องกำจัดเซลลูไลท์IP


น่ารู้! เครื่องกำจัดเซลลูไลท์IP
เป็นนวัตกรรมความงามทางศัลยกรรมที่น่ารู้สำหรับเครื่องเซลลูไลท์ IP หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า เครื่องกำจัดเซลลูไลท์ ผิวเปลือกส้มหรือเรีกตามภาษาแพทย์ว่าเซลลูไลท์ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณผู้หญิงส่่วนมากกังวลใจอยู่ไม่น้อย จุดก่อตัวของเจ้าเซลลูไลท์ จะอยู่ตรงช่วงสะโพก หน้าท้อง ต้นขา นี้นับเป็นจุดที่สาว ๆ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้คุณเลิกกังวลใจได้เลยเพราะเราได้นำ เครื่องเซลลูไลท์ IP หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เครื่องกำจัดเซลลูไลท์ มาเป็นตัวช่วยคลายความกังวลให้คุณแล้วค่ะ เจ้า เครื่องกำจัดเซลลูไลท์ จะเป็นนวัตกรรมทางศัลยกรรมสุดทันสมัยที่จะมาช่วยกำจัดส่วนไม่พึงประสงค์ให้กับคุณสาว ๆ ทั้งหลาย และมีการยืนยันมาอย่างชัดเจนแล้วด้วยว่า เครื่องเซลลูไลท์ IP เป็นเทคโนโลยีนวัตกรรมสุดไฮเทคที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการกำจัดเซลลูไลท์ที่ไม่พึงประสงค์ให้กับผู้หญิงนับล้านได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

เรื่องน่าตกใจยังไม่หมดค่ะ เพราะเซลลูไลท์เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นที่มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเท่านั้น คนที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานหรือแม้แต่ผู้ที่เคยลดความอ้วนมาก่อนก็มีเซลลูไลท์สะสมได้เช่นกัน ทราบอย่างนี้ไม่ใส่ใจคงจะไม่ได้แล้วค่ะ ในตอนนี้เราขอแนะนำวิธีการกำจัดเซลลูไลท์ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยให้ผิวของคุณกลับมาตึงเรียบเนียนสวยอีกครั้งค่ะ แต่ก่อนอื่นมารู้จักกับเซลลูไลท์กันก่อนนะคะ

การก่อตัวของเซลลูไลท์สืบเนื่องมาจากชีวิตความเป็นอยู่ที่เร่งรีบไม่มีเวลาออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน และการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนส่งผลให้เกิดสะสมของไขมันอย่างผิดปกติบริเวณภายใต้ชั้นผิวหนังผลที่ตามมาก็คือ ผนังที่หุ้มเซลล์จะเกิดการบิดเบี้ยวและเกิดการดึงรั้งทำให้ผิวหนังเป็นคลื่นกระจายอยู่โดยรอบผิวจึงดูคล้ายผิวเปลือกส้มและการไหลเวียนของโลหิตเป็นไปอย่างช้า ๆ
เครื่องเซลลูไลท์ IP เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีประโยชน์มากทีเดียว ไม่ได้จำกัดเฉพาะการสลายเซลลูไลท์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ผิวหนังไม่กระชับหรือเป็นคลื่นที่เกิดจากการดูดไขมันหรือลดความอ้วนเมื่อทำแล้วก็สามารถช่วยให้ผิวที่ไม่กระชับหรือเป็นคลื่นคืนกลับมากระชับและเรียบเนียนขึ้นได้ นอกจากจะช่วยทำให้ผิวหนังทั่วเรือนร่างดีขึ้นแล้วเครื่องเซลลูไลท์ IP ยังช่วยรักษาใบหน้าให้ดูดีขึ้นได้อีกด้วย เป็นต้นว่า ช่วยลดริ้วรอย (wrinkles) บนใบหน้า ลดความหย่อนยานบนใบหน้า ลดความดำขอบตาที่คล้ำ ช่วย re-shape รูปลักษณ์บนใบหน้า ชะลอความแก่ตัวของเซลล์บนผิวหนัง (Anti-Aging) ลดถุงไขมันใต้ตา (ในกรณีที่เป็นไม่มาก) เพิ่มการหมุนเวียนของเลือดบนใบหน้า ทำให้ผิวหน้ามีชีวิตชีวาดีขึ้นค่ะ