วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หน้าใสง่ายๆด้วย AHA


 
ใบหน้าสวยใส ด้วย AHA
AHA หรือ Alpha hydroxy acid เป็นกรดอินทรีย์ที่พบในธรรมชาติ และได้มีการผลิตสังเคราะห์ เพื่อใช้เป็นเวชภัณฑ์สำอางค์ AHA ที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติ ได้แก่ Glycolic acid พบได้ในอ้อย, Lactic acid พบได้ในนมเปรี้ยว, Citric acid พบได้ในผลไม้, Malic acid พบได้ในแอปเปิ้ล และ Tartaric acid พบได้ในองุ่น

ในสมัยก่อน ตั้งแต่เมื่อชาวอียิปต์ มีความรุ่งเรืองในอารยธรรม ได้พบว่ามีการบันทึกเกี่ยวกับสตรีชาวอียิปต์ใช้นมเปรี้ยวอาบ เพื่อทำให้ผิวหนังมีความนุ่มเนียน และนี่ก็คือการใช้ Lactic acid ซึ่งเป็น AHA ตัวหนึ่ง สำหรับในเมืองไทยเอง คงเคยทราบมาว่า มีการใช้ผลไม้หรือผักในการทำให้ใบหน้ามีความเนียนเรียบ ตัวอย่างนี้ก็คงเป็นการใช้ AHA ตามธรรมชาติที่มีด้วยเหมือนกัน

ในปัจจุบัน ได้มีการสังเคราะห์ AHA และผสมอยู่ในเครื่องสำอางค์หลายยี่ห้อ โดยมีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 3 % ถึง 30 % โดยที่มีคุณสมบัติช่วยในการลดรอยหย่นบนใบหน้า สำหรับในทางการแพทย์ ความเข้มข้นสำหรับการใช้นั้น มีตั้งแต่ 3%-15% สำหรับให้ผู้ป่วยไปใช้ที่บ้าน และ 30%-70% สำหรับการลอกผิวที่ต้องการผลที่มากกว่า โดยทำการลอกผิวโดยแพทย์
ประโยชน์ของ AHA สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอางค์ (3%-15%) คือ

    - ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน
    - ทำให้ผิวหน้าดูมีน้ำมีนวล
    - ทำให้รูขุมขนไม่มีการอุดตัน
    - ช่วยลดการเกิดผิวมันและสิวดีขึ้น

ส่วนการใช้ AHA 30%-70% โดยแพทย์นั้น มีประโยชน์ในการรักษาโรคต่าง ๆ ดังนี้ 
  - สิวและตุ่มขนอักเสบ ช่วยทำให้สิวมีจำนวนน้อยลง และดีขึ้นเร็วขึ้น
       - ฝ้า พบว่าจางลงและดีขึ้น
       - รอยเหี่ยวย่น บนใบหน้า
  -ช่วยรักษาผื่นจากแสงแดด (เช่น ฝื่นดำจากแสง Solar lentigenes, ภาวะเสื่อมสภาพจากแสง Actinic degeneration)

ข้อดีของการใช้ AHA peeling คือ ไม่พบว่ามีพิษต่อร่างกาย , การลอกนั้นตื้นดังนั้นจึงมีผลข้างเคียงน้อย และ ผู้ป่วยสามารถจะทนได้ดีต่อสาร

ข้อเสียของการใช้ AHA peeling และเวชภัณฑ์สำอางค์ที่มี AHA คือ ผิวหนังจะมีความไวต่อแสงอุลตราไวโอเลตเพิ่มขึ้น กล่าวคือ อาจมีการไหม้ของผิวได้ง่ายขึ้นเมื่อตากแดง หรือมีความรู้สึกแสบผิวได้มากขึ้น และถ้าหากเป็นผู้ที่ต้องโดนแดนประจำ อาจมีความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ใช้ หรือสนใจจะใช้ AHA หรือได้รับการทำการลอกผิวด้วย AHA คือ
   ควรใช้ยากันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป
   - ควรกางร่มหรือสวมหมวก ปกป้องผิวจากแสงแดด
   - ควรทดสอบใช้บริเวณเล็กก่อน เพื่อดูว่ามีการระคายเคืองหรือไม่
   - ถ้ามีอาการแสบเคือง ให้หยุดใช้แล้วปรึกษาแพทย์

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คอลลาเจนกับQ10


คอลลาเจนกับQ10 ความสวยที่สาวๆต้องรีบอ่าน


คอลลาเจน เป็นโมเลกุลของโปรตีน มีคุณสมบัติกระตุ้นการเจริญเติบโตของผิว รักษาน้ำในผิวและช่วยป้องกันเชื้อโรค จึงถูกนำมาใช้รักษาคนไข้ที่มีแผลไฟไหม้ แต่การกินคอลลาเจนไม่ช่วยให้ผิวสวยได้โดยตรงเพราะสารคอลลาเจนที่สังเคราะห์จากสัตว์และพืชจะถูกทำลายไปส่วนหนึ่งเมื่อถูกความร้อน และคอลลาเจนส่วนที่เหลือจะถูกกรดในกระเพาะอาหารย่อยให้เป็นอะมิโนแอสิดที่ใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และหากมีปริมาณมากเกินความต้องการจะถูกแปลงเป็นไกลโคเจนและสะสมอยู่ในร่างกาย การกินคอลลาเจนจึงไม่แตกต่างกับการกินอาหารที่มีโปรตีนเช่น เนื้อปลา หมู หรือพืชตระกูลถั่ว แต่จะต้องกินร่วมกับวิตามินซีซึ่งเป็นตัวช่วยร่างกายสังเคราะห์คอลลาเจนด้วย

โคเอนไซม์ Q 10 สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยการแบ่งเซลล์ของผิวหนัง และชะลอการสูญเสียไฮยาลูโรเนด นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างพลังงาน จึงพบโคเอนไซม์ Q10 มากในผิวและอวัยวะที่ต้องการพลังงาน เช่น หัวใจ ตับ ปัจจุบันกำลังทดลองใช้โคเอนไซม์ Q 10 รักษาโรคต่างๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคมะเร็ง ไมเกรน โรคเกี่ยวกับความเสื่อม เช่น สมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์คินสัน โรคหัวใจ หัวใจขาดเลือด เอดส์ ฯลฯ

มีการทดลองมากมายพบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโคเอนไซม์ Q 10 อย่างการทาจะป้องกันยูวีเอได้ดี ผลคือช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและไฮยาลูโรเนดในผิว ทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวให้สวยขึ้นภายใน 6 เดือน ปกติร่างกายจะสังเคราะห์โคเอนไซม์ Q 10 จากอาหารประเภทโปรตีน คือ ปลาและเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับและหัวใจ

การกินโคเอนไซม์ Q 10 เป็นอาหารเสริมควรบริโภคในปริมาณ 30-50 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากกินมากเกินไปจะเกิดอาการ คลื่นไส้อาเจียน ผื่นคัน ปวดหัว ท้องเสีย เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ มึนงง หงุดหงิด กระสับกระส่าย ตาแพ้แสง อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ผู้ที่ต้องระวังคือผู้ป่วยโรคเบาหวานน้ำตาลต่ำเพราะจะทำให้น้ำตาลลด และคนที่เป็นโรคเลือดเพราะโคเอนไซม์ Q 10 จะไปลดประมาณเกล็ดเลือดทำให้เลือดออกง่าย รวมถึงคนที่เป็นความดันต่ำ คนท้อง และแม่ที่ให้นมลูก

คอลลาเจน โคเอนไซม์ Q10 และไฮยาลูรอนเป็นสารที่ร่างกายต้องการน้อยมาก เรียกว่า ไมโครนูเทรียน (Micro Nutrian) เพราะสังเคราะห์ได้เองจากอาหารที่เรากิน แต่มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการสังเคราะห์และการลดของสารเหล่านี้ ซึ่งจะนำมาพิจารณาได้ว่า เราต้องการอาหารเสริมสำหรับผิวหรือไม่

1.หากอายุมากกว่า 20 ปี ระบบซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะด้อยประสิทธิภาพลง ประกอบกับฮอร์โมนที่ลดลงและภูมิคุ้มกันไม่สมดุลจึงส่งผลต่อผิว
2.การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือการกินอาหารที่มีสารพิษเจือปนทำให้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อร่างกายได้

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ได้เวลาโชว์ผิวใต้วงแขนแล้วค๊า


4 สาเหตุรักแร้ดำ พร้อมทางแก้ไข!


1. เหงื่อ คือ สาเหตุหลักของความดำคล้ำที่เกิดขึ้นกับสาวๆ บางคน เมื่อพวกเธอมีเหงื่อออกมากเกินไปประกอบกับการใช้น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย เมื่อรวมกันแล้วอาจเกิดปฏิกิริยาบางอย่างจึงทำให้ผิวมีสีเข้มขึ้นกว่าบริเวณอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้เป็นเวลานาน

วิธีแก้รักแร้ดำ : ลองเปลี่ยนยี่ห้อผลิตภัณฑ์ หยุดใช้น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ (Antiperspirant)


2. ผิวหนังถูกเสียดสี สาวๆ เจ้าเนื้ออาจเป็นกันมาก ยิ่งคนที่ใส่เสื้อคับๆ ซึ่งใต้วงแขนจะเสียดสีกับเนื้อผ้าได้ง่าย เช่นเดียวกับการถูกเสียดสีจากใบมีดในคนที่ชอบใช้มีดโกนขนใต้วงแขน ยิ่งไปกว่านั้นการโกนขนมากเกินไปอาจทำให้ขนที่ขึ้นใหม่หนากว่าเดิม จึงอาจเห็นผิวเป็นรอยดำคล้ำได้เพราะไรขนที่กำลังจะขึ้นใหม่

วิธีแก้รักแร้ดำ : หยุดใช้มีดโกนขน แต่ใช้วิธีแว็กซ์หรือใช้แหนบถอนขนแทนเพื่อกำจัดจนถึงรากขน


3. เซลล์ที่ตายแล้วทับถมอยู่ เนื่องจากคุณไม่เคยขัดผิวเลย

วิธีแก้รักแร้ดำ : ลองขัดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดแล็กติก


4. ไม่รักษาความสะอาด เราไม่ได้พูดถึงขี้ไคลที่หมักหมม แต่หากผิวหนังของเราไม่สะอาดโรคผิวหนังบางชนิดอาจมาเยือนและอาจเกิดการสร้างเม็ดสีผิดปกติ ยิ่งถ้าบริเวณใต้วงแขนมีสีดำคล้ำ ประกอบกับมีอาการคันและส่งกลิ่นแรงกว่าปกติก็เป็นไปได้ว่า แบคทีเรียบางชนิดกำลังกบดานและเติบโตอย่างรวดเร็วในบริเวณดังกล่าว

วิธีแก้รักแร้ดำ : พบแพทย์ผิวหนัง

13 วิธีลดอ้วนแบบเร่งด่วน



13 เคล็ดลับ ลดความอ้วนแบบเร่งด่วนด้วยตนเอง

1. ไฟเบอร์ นอกจากช่วยในระบบขับถ่ายแล้วยังช่วยล้างของเสียและสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ออกจากร่างกายและเส้นเลือดด้วย
2. นมอุ่นๆ ช่วยผลิตเมลาโทนินที่ทำให้คุณหลับสบายเมื่อคุณหลับร่างกายจะเร่งสร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา
3. กาเฟอีน ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึ่มหรือระบบเผาผลาญในร่างกายซึ่งจะทำให้คุณเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น เมื่ออัตราการเต้นของหัวใจถูกกระตุ้นก็จะส่งผลให้ระบบอื่นๆ ทำงานเร็วขึ้นไปด้วย
4. เซลารี่ หรือ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง เหมาะจะเป็นของว่างสำหรับคุณ เพราะมันช่วยในการเผาผลาญแคลอรีได้ดีนัก
5. สารช่วยในการระบาย ไม่ใช่ยาถ่ายแต่เป็นอาหารที่ช่วยระบายท้อง เช่น ลูกพรุน หรือชา จะช่วยเคลียร์ระบบภายในร่างกายและรีดเอาของที่ไม่ดีออกไป
6. หมากฝรั่ง เมื่อปากคุณไม่ว่างเพราะกำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหนึบๆ อยู่ นอกจากคุณจะแตะอาหารอื่นน้อยลงแล้วการเคี้ยวหมากฝรั่งยังช่วยเร่งระบบเผาผลาญให้คุณได้ด้วยนะ แต่ระวังอย่าเคี้ยวมากไปเพราะกรดในกระเพาะคุณอาจเสียหายได้
7. กล้วย ช่วยกระตุ้นพลังงานในร่างกายเมื่อคุณมีพลังมากขึ้นและได้ออกกำลัง ร่างกายก็จะนำเอาคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งที่สะสมไปใช้
8. ช็อกโกแลตบาร์ มันไม่ได้ช่วยคุณลดน้ำหนักหรอก แต่อย่างน้อยๆ การกินของหวานสักหน่อยก็ไม่เสียหายดีกว่าที่คุณพยายามจะงดของหวานอย่างสิ้นเชิงจนสุดท้ายแล้วก็ลงแดงจนต้องล้มเลิกแผนไดเอ็ตน่ะ
9. น้ำ สิ่งที่คุณไม่ควรลืมเพราะน้ำช่วยเติมคุณค่าให้ร่างกายคุณอยู่เสมอในระหว่างไดเอ็ตทั้งยังช่วยชำระล้างของเสียและเคลียร์ระบบในร่างกาย
10. ผักสด เปี่ยมด้วยคุณค่าจากน้ำและไฟเบอร์เหมือนกันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ควบคุมน้ำตาลในเลือด และให้แคลอรีต่ำ แต่มีมวลรวมค่อนข้างสูงที่จะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้ไม่ยากโดยที่ไม่ได้รับแคลอรีไปมากมาย
11. เกรปฟรุต เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับในการช่วยไดเอ็ตคุณสามารถใส่ในชามซีเรียลแล้วกินคู่กันในตอนเช้าก็จะได้อาหารที่มีไฟเบอร์สูงและยังเหมาะจะรับประทานเป็นของว่างด้วย ซึ่งปริมาณน้ำที่สูงมากในเกรปฟรุตช่วยล้างสารที่ไม่ดีออกจากร่างกายและยังมีคุณค่าจากสารพัดวิตามินโดยเฉพาะวิตามินบี คอมเพล็กซ์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ร่างกายทำให้คุณดึงคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับไปใช้และไม่สะสมอยู่ในร่างกายจึงส่งผลให้ไขมันสะสมลดลงไปด้วย
12. ผลไม้สด ผลไม้สดอุดมไปด้วยน้ำ เช่น แอปเปิ้ล สับปะรด สตรอวเบอร์รี่ และเกรปฟรุต อุดมไปด้วยน้ำถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแตงโมนั้นให้น้ำมากถึง 92 เปอร์เซ็นต์ คุณอาจกินซีเรียล กินผลไม้ หรือเสริมด้วยผลไม้จำพวกเบอร์รี่เข้าไปหลังอาหารแต่ละมื้อ
13. โปรตีน เปลี่ยนจากการทอดมาเป็นย่างแทนสำหรับเนื้อสัตว์โดยสุดยอดของโปรตีนที่มีประโยชน์มากก็คือ เนื้อปลาแซลมอน ไก่งวง ที่ให้โปรตีนเต็มเปี่ยมแต่แคลอรีไม่สูงเกินและปริมาณไขมันอิ่มตัวก็น้อย สำหรับคนรับประทานมังสวิรัติก็เน้นเป็นถั่วเหลืองแทน
       13 วิธีง่ายๆแบบเร่งด่วน ลองนำไปใช้กันดูนะคะเพื่อหุ่นสวยรอเพื่อนๆอยู่นะ

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รู้ก่อนซื้อครีมกันแดด


ค่า SPF กับ PA บนครีมกันแดด

ปัจจุบันครีมกันแดดที่ขายกันทั่วไปในห้างสรรพสินค้า หรือ ตามร้านค้า มีบางยี่ห้อบอกว่า มี SPF ที่ 130 และนอกจากนั้นถ้าคุณสังเกตเพิ่มอีกจะพบว่า มีสัญลักษณ์คำว่า “PA” แสดงหลังค่า SPF อยู่ เช่น SPF15 PA++ แล้ว “SPF” มันคืออะไร แล้วยังจะ “PA” อีกล่ะมันบอกอะไร แล้วเรามาเรียนรู้กันว่า เราควรใช้ SPF ที่มีค่าสูง ๆ หรือไม่?

ครีมกันแดด ทำงานอย่างไร
ส่วนผสมในครีมกันแดดจะทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการดูดซับรังสี ,ป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าทำร้ายผิวโดยตรง สำหรับคำแนะนำในการใช้ครีมกันแดด ครีมกันแดด ที่ดีที่สุด คือครีมกันแดดที่สามารถที่จะป้องกันแสง UV ได้เพียงพอ(ซึ่งอาจจะขึ้นกับความแรงของแสง) เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ควรทาครีมกันแดดก่อนออกไปสู่ที่มีแสงแดด 30 นาที(ส่วนใหญ่มักจะพบคำแนะนำนี้ตามขวดของครีมกันแดดกันนะ)
แล้ว SPF คืออะไร
SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor โดยค่าของการปกป้องแสงแดด ถูกกำหนดด้วยระบบของ SPF เอง โดยส่วนใหญ่จะคำนวณจากปริมาณจากการป้องกันรังสี UVB

ตัวเลขของ SPF บ่งบอกถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากการถูกเผาไหม้จากแสงแดด ได้นานเท่าไหร่ เช่น SPF15 หมายถึง ป้องกันผิวจากการไหม้ได้ 15 เท่า เช่น ปกติคุณออกไปสู่แดดโดยไมได้ทาครีมกันแดดแล้วผิวไหม้ภายใน 20 นาที ถ้าหาก ทาครีมกันแดด SPF15 แล้ว จะทำให้การที่ผิวจะถูกแสดงแดดทำลายผิวให้ไหม้นั้น ต้องใช้เวลา เป็น 15 เท่าของ 20 นาที หรือ ประมาณ 300 นาที(5 ชั่วโมง) ผิวถึงจะถูกไหม้จากแสงแดด(ปกติถ้าไม่ใช่งานกลางแจ้งแล้วก็คงไม่ออกไปหาแดด ถึง 5 ชั่วโมงหรอกนะ ร้อนจะตาย )
ทำไม SPF สูง ก็ไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
โดยทั่วไป ครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในแถบเอเชียอย่างเรา แต่สำหรับคนที่ผิวไวต่อแดด หรือถูกผิวถูแผดเผาให้หมองคล้ำได้ง่ายนั้น ใช้ SPF 30 ก็ถือว่าเพียงพอ

ค่า SPF สูง ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า จะปกป้องแสดงแดดได้ดีไปกว่า ค่า SPF ที่ต่ำกว่า ในความเป็นจริงแล้ว ค่า SPF สูง ๆ นั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย และยังเป็นไปไปได้ว่าอาจจะมีผลข้างเคียงที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้เช่นอาจจะเกิดผดผื่นคันได้ นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้สีผิวของเราไม่สม่ำเสมอ เกิดรอยด่างขึ้นได้ และยังอาจจะทำให้เสื้อผ้าเป็นคราบสีเหลืองติดเสื้อผ้าอีกด้วย

จึงแนะนำว่าควรใช้ยากันแดดค่า SPF สูง (15 ขึ้นไป) ในกรณีที่ต้องตากแดด เป็นเวลานานติดต่อกันและใช้ค่า SPF ต่ำ ในกรณีที่โดนแดดเป็นครั้งคราวระหว่างวัน
PA คืออะไร
ครีมกันแดดใหม่ ๆ ที่วางขายกันในตลาดมักประกอบไปด้วย UVA Filter และค่าที่วัดการป้องกันรังสี UVA เรียกว่า PA

PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซืมของรังสี UVA ดังนั้นจึงถือเอาคำว่า PA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการ

ค่า PA นั้นจะมี 3 ระดับคือ PA+,PA++ และ PA+++
PA+++ นั้นสำหรับผู้ที่ต้องการ การปกป้องสูง (เจอกับแสงแดดจัด ๆ เป็นเวลานาน)
PA+ สำหรับผู้ที่ต้องการปกปกแสงแดด จากกิจกรรมทั่ว ๆไป (อาจจะไม่ได้เจอกับแสงมากนัก)

ดังนั้นสำหรับใครที่จะต้องเจอกับแสงแดดเป็นเวลาหลายชั่วโมง ให้เลือก PA++ หรือ สูงกว่านี้ ถ้ารู้อย่างนี้แล้วเราก็ขอแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดให้เหมาะสมตามสภาวะของชีวิตประจำวันนะคะ

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

8 พฤติกรรมที่ทำให้คุณดูแก่ขึ้น





เลี่ยงซะ! พฤติกรรมที่ทำให้คุณดูแก่ขึ้น 


สาว ๆ ที่ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับคำว่า "แก่" ต้องฟังทางนี้โดยด่วน นั่นเพราะหากคุณเผลอทำพฤติกรรมที่เรานำมาบอกต่อไปนี้ ความแก่อาจกำลังมาเยือนคุณอย่างไม่รู้ตัวเชียวล่ะ




1.นอนดึก

รู้หรอกน่าว่าสาว ๆ เวิร์กกิ้งวูแมนมีงานยุ่งเต็มไม้เต็มมือไปหมด จนใช้เวลาช่วงเย็นจนถึงกลางคืนหมดไปอย่างรวดเร็ว กว่าจะรู้สึกตัวว่าต้องนอนได้แล้วก็ดึกเสียแล้ว แต่รู้ไหมว่า การนอนดึกซึ่งจะทำให้ชั่วโมงการนอนของคุณสาว ๆ น้อยลงนั้นไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน เพราะมีงานวิจัยระบุว่า การนอนดึกนอกจากจะมีผลต่อความดันโลหิต น้ำหนักตัว และโรคเบาหวานแล้ว ยังทำให้คุณดูแก่ขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกให้คุณต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมง ที่ใคร ๆ ต่างก็แนะนำว่าดีต่อร่างกายที่สุดหรอกนะ เพราะจำนวนชั่วโมงการนอนที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ถ้าอยากทราบว่า ร่างกายของเราต้องการนอนมากแค่ไหน ก็ลองปิดนาฬิกาปลุกในวันที่เหนื่อยมาก ๆ และกำลังต้องการการพักผ่อนอย่างสุด ๆ แล้วนอนซะ ตื่นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น จะได้รู้ว่าธรรมชาติของร่างกายของเราต้องการการนอนมากแค่ไหน ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่ต้องการการนอนหลับพักผ่อนราว 7-8 ชั่วโมง


2. น้ำตาลทำพิษ

สาว ๆ กับความหวานอาจจะเป็นของคู่กัน แต่ "น้ำตาล" ที่ทำให้เกิดความหวานนั่นแหละค่ะ คือศัตรูตัวสำคัญของผิวสวยของคุณ เพราะมันจะทำให้ผิวพรรณดูหม่นหมอง และเหี่ยวย่นเอาได้ง่าย ๆ เพราะมันจะไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินซึ่งคงความกระชับให้ผิวพรรณนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว คุณก็ควรจำกัดการทานน้ำตาล โดยไม่ควรทานให้มากเกิน 10% ของแคลอรีที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ซึ่งน้ำตาลที่ว่าอาจจะเป็นน้ำตาลที่แฝงอยู่ในขนม เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ

3.เครียดไปก็แก่ไว

งานที่กองสุมหัว แถมปัญหาส่วนตัวก็ยังแก้ไขไม่เสร็จ ย่อมนำความเครียดมาสู่คุณสาว ๆ อย่างแน่นอน แต่หากความเครียดเกิดขึ้นเมื่อใด ฮอร์โมนคอร์ติซอลและนอร์เอพิเนฟรินในกระแสเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นจนไปกดภูมิคุ้มกัน และยังไปกระทบสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ความจำ และอารมณ์ ของคุณอีกต่างหาก

4.ฟังเพลงเสียงดัง

เสียงที่ดังเกินไปจากไอพอดที่คุณฟังทุก ๆ วัน ย่อมส่งผลกระทบต่อประสาทหูของคุณอย่างแน่นอน โดยเพียงแค่คุณเปิดเสียงที่ระดับ 50% ความดังของเสียงก็พุ่งถึง 101 เดซิเบลแล้ว แน่นอนว่าใครที่ชอบฟังเสียงดัง ๆ แบบเต็มสตรีม อาการหูดับคงจะถามหาอย่างไม่ต้องสงสัย ทีนี้ ใครพูดอะไรทีก็ต้องเงี่ยหูฟัง หรือให้เขาพูดดัง ๆ อีกหลายรอบ กลายเป็นคนหูตึงเหมือนคนแก่เลยนะตัวเธอ


5.ไม่ได้เจอเพื่อนเสียนาน

มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า การมีความสุข และความพึงพอใจในมิตรภาพระหว่างเพื่อนสามารถทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น เพราะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนจะส่งผลต่อจิตใจ ช่วยให้คุณไม่หดหู่ ซึมเศร้า ลดโอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ มากมาย เพราะฉะนั้น ใครที่ไม่ได้เจอะเจอหน้าเพื่อนเก่ามานานแล้ว โทรไปชวนเพื่อน ๆ มาจอยกันดีกว่า

6.ไม่ปลื้มผักผลไม้เอาเสียเลย

"ผักผลไม้" ช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ เพราะผักผลไม้มีพลังต่อสู้กับสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของผิว และร่างกายของคุณ อันจะทำให้คุณดูแก่ขึ้น แถมเจ้าสารอนุมูลอิสระนี้ยังมีส่วนทำลายเซลล์ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้คุณเป็นโรคมะเร็งได้อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นจงกินผักเสียดี ๆ คุณสาว ๆ ทั้งหลาย


7.หลีกหนีไขมัน (ตัวดี)

หลายคนเข้าใจว่า "ไขมัน" คือศัตรูที่ร้ายที่สุดของการลดความอ้วน แต่จริง ๆ แล้ว "ไขมัน" ดีที่มีประโยชน์ก็มีอยู่มาก เช่น ไขมันจากปลา ถั่ว และน้ำมันมะกอก ล้วนเป็นไขมันดีและเป็นไขมันที่จำเป็นต่อสมอง หัวใจ กระดูกและข้อต่อต่าง ๆ แถมยังช่วยลดไขมันเลว หรือ LDL คอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

8.จำไม่ได้ว่ามีเซ็กส์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

สำหรับสาว ๆ ที่แต่งงานแล้ว ฟังทางนี้ เพราะงานวิจัยพบว่า เซ็กส์ สามารถช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นได้ เนื่องจากมันจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ช่วยลดความเจ็บปวด ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง ลดความเครียด แถมยังช่วยให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นอีกต่างหาก ที่สำคัญ ยังทำให้คุณดูเด็กลงได้ถึง 12 ปีเลยเชียวนะ

ได้อ่านทั้ง 8 ข้อแล้ว ใครที่เคยทำข้อไหน ลองนำไปปรับปรุงกันดูนะจ๊ะ ไม่งั้นถ้ามีเด็ก ๆ มาทักว่า "ป้า" จะหาว่าหยาบคายไม่ได้นะ

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รักษารอยแผลเป็นจากสิว


รักษารอยแผลเป็นจากสิว
วันนี้เรามีสูตรรักษารอยแผลเป็นจากสิว เพราะเรารู้ดีว่ารอยแผลเป็นจากสิวใครมีก็ไม่อยากเห็น ใครเห็นก็ไม่อยากมีจริงไหมค่ะ ฉะนั้นคุณคงจะได้ไม่ต้องเห็นรอยแผลเป็นจากสิวของคุณอีกต่อไปก็คราวนี้ เมื่อนคุณมาเจอกับ สูตร! รักษารอยแผลเป็นจากสิว ของเราในวันนี้ซึ่งมาจากสารสกัดจากธรรมชาติอีกด้วย และจะช่วยให้คุณผู้หญิงได้ รักษารอยแผลเป็นจากสิว ได้อย่างอ่อนโยนและเป็นสูตรรักษารอยแผลเป็นจากสิวแบบธรรมชาติที่ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ พูดมาขนาดนี้ไม่ลองคงจะไม่รู้แต่ถ้าอยากรู้คงต้องลอง การรักษารอยแผลเป็นจากสิว ไม่ใช่เรื่องยากหากแต่รู้จักวิธีที่ถูกต้องในการรักษารอยแผลเป็นจากสิวเท่านั้น ขอเพิ่มเติมอีกนิดหากว่าคุณใช้สูตรรักษารอยแผลเป็นจากสิวสูตรนี้ควบคู่ไปกับครีมหรือการรักษาต่างๆ ด้วยล่ะก็จะยิ่งได้ผลมากยิ่งขึ้นค่ะ

 6 สูตร รักษารอยแผลเป็นจากสิว

1.
น้ำสะอาด นอกจากจะใช้ล้างหน้าให้สะอาดป้องกันสิวชุดถัดไปแล้ว การดื่มน้ำเยอะๆ ก็ช่วยทำให้แผลเป็นจากสิวหายได้เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ถ้าหากได้รับในปริมาณที่พอเหมาะแล้วก็จะสามารถไปเติมเต็มและซ่อมแซมร่องรอยแผลเป็นต่างๆ ได้

2.
น้ำมะนาว บีบน้ำมะนาวสัก 1-2 หยด แต้มลงบริเวณที่เป็นสิวด้วยคอตตอนบัด จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออก มะนาวจะช่วยทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกมาจากบริเวณจุดด่างดำได้ แต่ถ้าใครผิวไม่แพ้ง่ายล่ะก็สามารถแต้มสิวทิ้งไว้ทั้งคืนเลยค่ะ

3.
มะเขือเทศ ฝานมะเขือเทศเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำมาวางบริเวณที่เป็นแผลเป็นวิตามินซีจากมะเขือเทศจะช่วยสมานรอยแผลเป็นได้เป็นอย่างดี

4.
สูตรพอกหน้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสูตรมะนาวน้ำผึ้ง น้ำนมโยเกิร์ต หรือผลไม้ต่างๆ ก็แล้วแต่ ขอให้คุณพอกหน้าเป็นประจำคุณค่าจากธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาเรื่องผิวทุกชนิดเลยล่ะค่ะ

5.
น้ำผึ้ง นำน้ำผึ้งมาทาให้ทั่วใบหน้าแล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที น้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในผิวและทำให้ผิวดูนวลเนียนขึ้น

6. น้ำมันลาเวนเดอร์ ใช้น้ำมันลาเวนเดอร์แต้มบนแผลเป็นจากสิววันละ 2 ครั้ง ทุกวันจะช่วยทำให้แผลเป็นจากสิวจางลงได้ค่ะ
เพื่อนๆคนไหนที่กำลังรักษาแผลเป็นจากสิวอยู่ ลองนำไปใช้ซักวิธีดูนะคะ รับรองว่าได้ผล ผิวกลับมาสวยเหมือนเดิมอย่างแน่นอนค่ะ