วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ดื่มกาแฟได้อะไรได้มากกว่าที่คิด!!!!


ดื่มกาแฟได้อะไรมากกว่าที่คิด!!!

วันนี้เรามีเคล็ดลับน่ารู้มาฝากคอกาแฟทั้งหลายกันกับการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ จากที่เคยได้ยินกันทั่วไปว่าการดื่มกาแฟนั้นให้โทษต่อร่างกาย เพราะเนื่องจากการดื่มกาแฟนั้นมีส่วนผสมของคาเฟอีน แต่ถ้าเรารู้จักดื่มรู้จักเลือกแล้วหล่ะก็การดื่มกาแฟก็สามารถกลายเป็นการดื่มเพื่อสุขภาพได้เช่นกันค่ะ วันนี้เราก็เลยนำเอา 6 ข้อน่ารู้ดีๆ เกี่ยวกับการ ดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ มาแนะนำให้รู้กันค่ะ




6 เคล็ดลับ ดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ

1. ไม่จริงว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ ส่งผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน ถ้าคุณดื่มเพียงวันละ 1-2 ถ้วย

2. ไม่รู้ใช่มั้ยกาแฟช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาจะช่วยเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน

3. ต้องดื่มบ่อยๆสำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วงแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล.) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมงและต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย

4. กาแฟดีกว่าไวน์และชาสมุนไพรเมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพร และไวน์แดง ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ

5. ระวังไว้นิดก็ดีองค์ประกอบหลักของกาแฟคือ สารกาเฟอีนซึ่งเป็นสารกระตุ้นที่มีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือเต้นผิดปกติในบางครั้งและเพิ่มความดันโลหิต งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันในผู้ที่มียีนขจัดกาเฟอีนช้าทำให้กาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดกาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็จะไม่มีผล

6. ดีแคฟไม่ช่วยอะไร ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดกาเฟอีนอาจคิดว่าปลอดภัยแต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดกาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้างแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลตัวร้ายได้เพราะในกระบวนการสกัดกาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย ดังนั้น การดื่มดีแคฟนอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้วยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย

อะไรที่มากหรือน้อยเกินพอดีล้วนมีโทษทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากดื่ม กาแฟให้ได้ประโยชน์ก็ต้องเลือกในปริมาณและรสชาติที่เกินพอดีแล้วจะมีความสุขกับกาแฟแก้วโปรดไปอีกนานๆ

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

แค่พักผ่อนให้เพียงพอ ก็ผอมแล้วคร๊า!!!!!!


แค่พักผ่อน ก็สามารถลดอ้วนได้!!!!!

มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกกลุ่มหนึ่งพบว่า ?เพียงแค่คุณนอนหลับให้เพียงพอในยามกลางคืนก็สามารถช่วยให้ร่างกายกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน? แถมยังพบด้วยว่า คนที่นอนน้อยในตอนกลางคืนมีโอกาสจะกลายเป็นคนตุ้ยนุ้ยสูงอีกด้วยนะคะ โดยผลการทดลองนี้ทำในกลุ่มอาสาสมัคร 10 คน เป็นเวลานาน 4 สัปดาห์ โดยในการทำวิจัยนั้นจะให้ทุกคนรับประทานอาหารแคลอรีต่ำเหมือนกัน ในสองสัปดาห์แรกเหล่าอาสาสมัครจะได้นอนคืนละ 8.5 ชั่วโมง และอีกสองสัปดาห์ที่เหลือเวลานอนจะลดลงเหลือเพียงแค่ 5.5 ชั่วโมง
เมื่อสิ้นสุดการทดลองในสัปดาห์ที่สี่พบว่า แม้น้ำหนักของอาสาสมัครในช่วงสองสัปดาห์แรกกับสองสัปดาห์หลังจะไม่แตกต่างกันนัก แต่ที่น่าสนใจคือ ?สัดส่วนของไขมันที่พบว่า สองสัปดาห์แรกไขมันของอาสาสมัครลดลงเฉลี่ย 3.1 ปอนด์ ขณะที่สองสัปดาห์หลังซึ่งอาสาสมัครได้นอนเพียงคืนละ 5.5 ชั่วโมง ปริมาณไขมันลดลงเฉลี่ยเหลือเพียง 1.3 ปอนด์?

รู้เคล็ดลับดีๆ แบบนี้แล้ว สาวๆ ก็อย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอกันด้วยนะคะ

อยากผอม??ต้องรีบอ่านค๊า


อยากผอม???ต้องรีบอ่านค๊า
อยากผอมทําไงดี ? โปรดหยุดพฤติกรรมต่อไปนี้ซะ !!!.... แน่นอนว่าหากคุณได้หยุดพฤติกรรมที่เรานำมาบอกต่อไปนี้คำถาม อยากผอมทําไงดี ? คงไม่เกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอนค่ะ แต่หากว่าคำถาม อยากผอมทําไงดี ? ได้เกิดขึ้นกับคุณแล้วฉะนั้นมาตั้งใจดูพฤติกรรมบ้างอย่างของคุณที่เรานำมาบอกแล้วให้คุณหยุดพฤติกรรมที่เรานำมาบอกซะ เพราะว่าจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งเลยที่จะช่วยให้คุณนั้นลดน้ำหนัก ลดความ และได้ความผอมสมใจนึกของคุณอย่างแน่นอนค่ะ ฉะนั้นต่อไปคงไม่มีคำถามที่ว่าอยากผอมทําไงดี ? อีกต่อไปแล้วนะค่ะ นั้นเรามาดูกันดีกว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่คุณควรหยุด (หากว่าใครยังไม่รู้)

อยากผอมทําไงดี ? ต้องหยุดพฤติกรรมต่อไปนี้ !

1. ดูทีวี
เคยมีงานวิจัยระบุว่า คนที่ดูทีวีมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มที่น้ำหนักจะขึ้นได้มากกว่าคนที่ดูทีวีเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงต่อวัน นั่นเพราะเมื่อดูทีวีร่างกายของคุณแทบจะไม่ได้ลุกหรือขยับไปไหนทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และอัตราการเผาผลาญในร่างกายลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งเคยมีรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า ยิ่งปล่อยให้เด็กๆ ดูทีวีนานเท่าไหร่ก็ยิ่งอ้วนขึ้นได้ง่ายเท่านั้น

2. ทานเร็ว ทานไว
แทบจะเป็นนิสัยประจำตัวของผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสังคมอันเร่งรีบเลยทีเดียว แต่รู้ไหมว่าการทานอาหารเร็วนั้นจะยิ่งทำให้คุณทานมากขึ้น เพราะโดยปกติแล้วสมองจะต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ที่จะส่งสัญญาณว่า "อิ่มแล้ว" และทำให้คุณหยุดกิน แต่หากคุณทานอาหารเร็วกว่าสมองจะส่งสัญญาณ "อิ่ม" คุณก็ทานอะไรต่อมิอะไรเข้าไปมากมายเสียแล้ว แน่นอนว่า ความอ้วนถามหาอย่างไม่ต้องสงสัย

3. ทำงานไป กินไป
หลายคนติดนิสัยต้องหาขนมนมเนยเข้าปากระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ดูทีวี ขับรถ หรือแม้กระทั่งคุยโทรศัพท์ ก็ขอให้มีอะไรเคี้ยวเล่นหน่อยเถอะแต่นิสัยนี้จะทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจเชียวล่ะ

4. หลงใหลอาหารฟาส์ตฟู้ดส์
แม้อาหารฟาส์ตฟู้ดส์จะดูเป็นอาหารที่รวดเร็วทันใจหนุ่มสาวในสังคมยุคใหม่แต่ก็ทำให้คุณน้ำหนักพุ่งเร็วทันใจเช่นกัน เพราะอาหารฟาส์ตฟู้ดส์เหล่านี้ล้วนประกอบไปด้วยแป้ง ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ แถมยังมีกากใยไฟเบอร์จากผักผลไม้น้อยมากยิ่งชิ้นใหญ่ๆ ยิ่งน่ากลัวทีเดียว

5. กินตามอารมณ์
หากคุณไม่ได้ทานอาหารเพราะหิวแต่ทานตามอารมณ์รู้ไหมว่าจะทำให้คุณอ้วนขึ้นได้ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า 75% ของการรับประทานอาหารที่มากเกินไปเกิดจากการรับประทานอาหารตามใจหรือตามอารมณ์ของตัวเองทั้งนั้น อย่างเช่นหากคุณเครียดก็อาจจะวิ่งเข้าครัวไปหยิบสแน็กมาแทนหรือหากมีความสุขคุณก็ทาน ทาน ทาน เช่นกัน

6. ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
คำพูดยอดฮิตของใครหลายๆ คนใช่ไหมล่ะ แม้จะปฏิญาณตนไว้แล้วก็ตามว่า "วันนี้แหละ ฉันจะออกกำลังกาย" แต่สุดท้ายก็มักจะอ้างว่า "ไม่มีเวลา" ทุกทีไป นั่นเพราะคนส่วนใหญ่ชอบจัดให้การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่สำคัญเป็นสิ่งสุดท้ายในตารางชีวิตไปเสียอย่างนั้น

7. คนใกล้ตัวพาอ้วนได้
ผลการศึกษาเมื่อปี 2007 ที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine พบว่า "ความอ้วน" อาจมีสาเหตุมาจากคนรอบข้างที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยก็เป็นได้ โดยผู้วิจัยได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 12,000 คน ที่มีอายุเกิน 32 ปีขึ้นไป พบว่า คนที่มีเพื่อน พี่น้องหรือคู่ครองคนใดคนหนึ่งที่มีน้ำหนักเกินมีแนวโน้มจะอ้วนขึ้นได้ตั้งแต่ 37-57 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าพฤติกรรมการกินการใช้ชีวิตส่งอิทธิพลถึงให้คล้ายๆ ก็เป็นได้ ส่วนใครที่มีเพื่อนบ้านน้ำหนักเกินก็ไม่ต้องกังวลเพราะรายงานไม่พบว่า เพื่อนบ้านสามารถทำให้คุณน้ำหนักเกินตามไปด้วยได้

8. นอนหลับไม่เพียงพอ
หากคุณนอนหลับไม่เพียงพอฮอร์โมนเกรลินซึ่งเป็นฮอร์โมนกระตุ้นความหิวจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ฮอร์โมนเลปตินซึ่งเป็นฮอร์โมนระงับความอยากอาหารจะลดลงทำให้คุณอยากทานนู่นอยากทานนี่ไปเสียหมด สอดคล้องกับผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักรที่พบว่า หากเวลานอนของคุณลดลงไป 1 ชั่วโมง จะทำให้คุณอ้วนเพิ่มขึ้นได้อีก 3% เลยเชียวล่ะ

9. ไม่สนใจเรื่องแคลอรี่
คนมากมายรับประทานอย่างเดียวโดยไม่รู้ว่า อาหารที่เรารับประทานมีแคลอรี่มากน้อยแค่ไหน และในวันหนึ่งๆ เราต้องการแคลอรี่มากน้อยแค่ไหนทำให้เราไม่สนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าและมักจะกินตามใจฉันซึ่งนี่เป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและยังเป็นนิสัยที่ไม่ดีด้วยล่ะ

10. ใช้เครดิตการ์ด
จากผลสำรวจการใช้บัตรเครดิตจับจ่ายในร้านอาหารฟาส์ตฟู้ดส์กว่า 100,000 ร้าน พบว่า คนที่จ่ายค่าอาหารด้วยบัตรเครดิตจะเสียเงินซื้ออาหารมากกว่าคนที่จ่ายด้วยเงินสดถึง 30% โดยสำหรับผู้หญิงที่เข้าร้านอาหารฟาส์ตฟู้ดส์สัปดาห์ละครั้ง พวกเธอจะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีก 4.9 ปอนด์ หรือประมาณ 245 บาทต่อปี นั่นก็เพราะพวกเธออยากได้คะแนนสะสมก็เลยต้องซื้อของกินมากขึ้น เพื่อให้ได้แต้มเพิ่มขึ้นนั่นเองและหากมีของกินมากขึ้นจะไม่ให้คุณอ้วนขึ้นได้อย่างไรล่ะ

11. พลาดอาหารมื้อสำคัญ
งานวิจัยหลายชิ้นบอกเราว่า คนที่ทานอาหารเช้าจะมีแนวโน้มน้ำหนักเกินลดน้อยลง เช่นเดียวกับ ดร.เดนิส บรูเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนที่กล่าวว่า การข้ามอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งไปทำให้คุณอยากจะชดเชยความอยากอาหารในมื้อต่อไปซึ่งจะทำให้คุณอยากทานอาหารในปริมาณที่มากขึ้นนั่นเอง

12. ใส่เสื้อผ้าที่ไม่สบายตัว
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การใส่เสื้อผ้าก็มีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักตัวของคุณด้วย โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินพบว่า การสวมใส่เสื้อผ้าลำลองที่สบายๆ สไตล์ Casual ในวันทำงานจะเอื้ออำนวยต่อการทำกิจกรรมต่างๆ มากกว่า ดังเช่น ในวันที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาสวมเสื้อผ้ายีนส์จะเดินได้มากกว่าวันที่สวมเสื้อผ้าแบบทางการอย่างชุดสูทเฉลี่ยถึง 8% ซึ่งก้าวเดินที่มากขึ้น หมายถึงว่า เราได้เผาผลาญแคลอรีในร่างกายได้เพิ่มขึ้นด้วยและถ้าหากคุณสวมใส่เสื้อผ้าสไตล์ลำลองสบายๆ ทุกๆ วันเป็นเวลา 50 สัปดาห์ จะสามารถเบิร์นแคลอรีได้เพิ่มขึ้น 6,250 แคลอรีต่อปีอย่างไม่น่าเชื่อ

13. ไม่ยอมชั่งน้ำหนัก
แม้คุณจะเกลียดตัวเลขที่ปรากฎบนที่ชั่งน้ำหนักแค่ไหนเราขอแนะนำให้คุณหันหน้ากลับไปหาตาชั่งเหมือนเดิมค่ะ เพราะผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยมินเนโซต้าพบว่า คนที่ชั่งน้ำหนักทุกวันๆ เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี จะสามารถลดน้ำหนักลงได้มากกว่าคนที่แทบจะไม่เคยชั่งน้ำหนักเลย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าการชั่งน้ำหนักทำให้เรารู้ว่า ตอนนี้เราอ้วนแล้วหรือยังและเกิดแรงฮึดที่จะลดน้ำหนักหรือทานอะไรให้น้อยลงนั่นเอง โอ้...ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย

14. เบื่อ เครียด...อ้วน
มีผลสำรวจจากประเทศอังกฤษระบุว่า คนเราจะรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากขึ้น เมื่อพวกเขารู้สึกเบื่อ เครียด และเหนื่อยหน่ายกับปัญหาต่างๆ ดังนั้นแล้ว หากใครไม่อยากอ้วนก็ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าเครียดเลยค่ะ เดี๋ยวจะกิน กิน กิน ไม่รู้ตัว

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

อยากฟันขาว!!มาดูกันว่าต้องกินอะไร???


อยากฟันขาว!!!มาดูกันว่าต้องกินอะไร???

ฟันขาว เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงความสะอาดในช่องปากเราเชื่อว่าหลายๆ คนก็ต้องการให้มีฟันที่ขาวอยู่ตลอดใช่ไหมหล่ะค่ะ เชื่อไหมค่ะว่าการกินก็มีส่วนช่วยทำให้ฟันขาวได้ด้วย การกินไม่ใช่แต่จะทำให้มีเศษอาหารหรือสิ่งสกปกติดฟันอย่างที่คิดหรอกนะค่ะ การกินเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยทำให้ฟันของเราขาวได้ด้วย แต่จะ กินอะไรให้ฟันขาว นี้สิค่ะที่หลายๆคนสงสัย เราไปดูกันเลยดีกว่านะค่ะว่า กินอะไรให้ฟันขาว เพราะเกร็ดน่ารู้ดีๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ รับรองว่าจะต้องถูกใจหลายๆ คนที่อยากมีฟันขาวๆ อย่างแน่นอนค่ะ งั้นถ้าอยากรู้แล้วเราก็ไปดูรายละเอียดกันเลยดีกว่านะค่ะว่า กินอะไรให้ฟันขาว ไม่ต้องไปเสียเงินแพงๆ เพื่อไปขัดฟันให้ขาวสวย ลองใช้วิธีง่ายๆ ที่อยู่ใกล้ตัวดีกว่านะค่ะ

กินอะไรให้ฟันขาว? มีคำตอบ!!!
1. แอปเปิ้ล และ แครอท
ทั้งสองอย่างนี้คือผักผลไม้กรอบที่ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ซึ่งเป็นน้ำยาทำความสะอาดตามธรรมชาติ และด้วยความกรอบ จึงช่วยขัดคราบออกจากฟันในขณะที่เคี้ยวด้วย
2. บร็อกโคลี่
ไม่เพียงแต่บร็อกโคลี่จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันคุณจากมะเร็งและโรคหัวใจ แต่ยังช่วยปกป้องฟันโดยการสร้างเยื่อบางๆ ที่มีฤทธิ์ต้านกรด จึงช่วยปกป้องและเคลือบฟันอีกทีหนึ่ง เคยมีงานวิจัยจากบราซิลพบว่า บร็อกโคลี่จะช่วยลดการสึกกร่อนของเคลือบฟันที่เกิดจากน้ำอัดลมได้กว่าครึ่ง
3. ส้ม และ สับปะรด
ผลไม้ทั้งสองช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำลายสำหรับส้มนั้นลองนำด้านในของเปลือกมาถูกับฟันจะช่วยลดการสะสมของคราบ ทำให้ยิ้มของคุณสวยขึ้นอีก
4. น้ำมะนาว
สิ่งที่ต้องลองก็ คือ ผสมน้ำมะนาวกับเบคกิ้งโซดา หรือเกลือ เพื่อนำมาแปรงฟันให้ฟันขาว (อย่าลืมกลั้วปากให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าหลังจากนั้น เพราะกรดจากน้ำมะนาวอาจทำให้เคลือบฟันกร่อนได้)
5. สตรอเบอร์รี่
แตกต่างจากเบอร์รี่สีเข้มอื่นๆ เพราะสตรอเบอร์รี่จะไม่ทำให้ฟันเป็นคราบ แต่จะช่วยขัดฟัน ลองผสมแป้งทำเป็นครีมแล้วทาลงบนฟันสัก 5 นาทีแล้วค่อยล้าง จะพบว่าฟันสะอาดขึ้น
6. เห็ดหอม
ความลับอยู่ที่น้ำตาล Lentinan ในเห็ดหอม จะช่วยป้องกันการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากที่นำไปสู่ฟันผุและเคลือบฟันกร่อน
7. งา
เมล็ดงาทำหน้าที่เป็นเหมือนสครับที่ช่วยลดคราบฟันนอกจากนี้ยังให้แคลเซียมซึ่งจำเป็นอย่างมากต่อสุขภาพฟันที่ดี นอกจากงาแล้วถั่วอย่างเช่น อัลมอนด์ ก็ให้ผลแบบเดียวกัน
8. น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์
นับเป็นน้ำยาขจัดคราบที่ดีมากแต่รสชาติไม่ค่อยเหมาะกับการนำไปกลั้วปากเท่าไหร่ ลองใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมกับเบกกิ้งโซดาทำเป็นครีมไว้ถูบนฟันจะดีกว่า

Tip คุณรู้หรือไม่ว่า.. วิธีแปรงฟันที่ดีที่สุด คือ จับหัวแปรงเอียง 45 องศา แล้วค่อยๆ แปรงเป็นวงกลม เหมือนจับดินสอ คุณจะได้ไม่แปรงฟันแรงเกินไป

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

สารเคมีที่มักพบในเครื่องสำอาง


 สารเคมีที่มักพบในเครื่องสำอาง

วันนี้เราพาสาวๆทั้งหลายมาเรียนรู้สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในเครื่องสําอางเพื่อประโยนช์ครั้งหน้าในการเลือกซื้อเครื่องสำอางได้ตามความต้องการที่ถูกต้องของสาวๆกันค่ะ เพราะถ้าคุณรู้ ถึงคุณสมบัติเครื่องสําอางจะทำให้คุณได้รับประโยชน์และป้องกันอันตรายแก่ผิวของคุณได้อย่างเต็มที่เพื่อผิวสวยและนุ่มนวลค่ะ


สารเคมีทั่วไป

Lanolin : ลาโนลิน สารสกัดที่ได้จากธรรมชาติให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวป้องกันการแห้งตึง แต่การวิจัยบางชิ้นพบว่าอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและเป็นสาเหตุหนึ่งของการอุดตันและการก่อตัวของสิว

Mineral Oil : มิเนอรัลออยล์ เป็นผลผลิตที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมใช้เป็นสารทำความหล่อลื่นในเครื่องสำอาง พบได้ในโลชั่น มอยเจอร์ไรเซอร์ ครีมล้างหน้า อายครีม ฯลฯ ซึ่งมีโมเลกุลค่อนข้างใหญ่ จึงไม่สามารถซึมลงไปใต้ผิวหนังอย่างที่เคยคิดกันแม้จะไม่ก่อให้เกิดโทษร้ายแรงแต่ก็ไม่มีประโยชน์ต่อผิว

Glycerin : กลีเซอรีน เป็นสารที่เกิดจากการเติมด่างลงไปในไขมันใช้มากในการทำสบู่และเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว รวมถึงน้ำยาบ้วนปากและยาสีฟันโดยได้รับการรับรองว่าปลอดภัยไม่ทำให้ระคายเคือง

Propylene Glycol : โพรไพลีน ไกลคอล นิยมใช้กันมากในเครื่องสำอางดูแลผิวที่ต้องการคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้น และซึมผ่านเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดีปลอดภัยต่อผิว

Dimethicone :
ไดเมธิโคน คือน้ำมันซิลิโคนชนิดหนึ่งใช้เป็นเบสของผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นครีมต่าง ๆ ไม่เป็นอันตรายต่อผิว

Polysorbate :
โพลีซอร์เบต มักพบในเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย เพราะเป็นสื่อผสมให้น้ำสามารถเข้ากับน้ำมันหอมระเหยได้ค่อนข้างปลอดภัยต่อคน

Cocamidopropyl Betaine :
โคคามิโดโพรพิล บีเทน เป็นสารที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวมักใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่าง ๆ เช่น สบู่ แชมพู คอนดิชั่นเนอร์ หรือโฟมล้างหน้า ช่วยในการลดแรงตึงผิวของน้ำและทำให้เกิดฟอง แต่หากใช้ในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้

Butylene Glycol :
บิวไทลีน ไกลคอล เป็นสารที่ทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื้นรักษากลิ่นและความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ให้คงรูป มักเป็นส่วนผสมของโลชั่นต่าง ๆ ไม่เป็นอันตรายต่อผิว

Phenoxyethanol : ฟีน็อกซ์ซีธานอล พบได้ในเครื่องสำอางที่มีน้ำหอมผสมอยู่เพราะมีคุณสมบัติทำให้น้ำหอมคงตัว ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้แต่ต้องไม่ใช้ในปริมาณที่เข้มข้นไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการแพ้ได้

Sodium Chloride : โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือทะเลไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด แต่หากใช้ในปริมาณที่เข้มข้นเกินไปก็ทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้พบในน้ำยาบ้วนปาก สบู่ อายครีม เกลืออาบน้ำ เป็นต้น

Stearic Acid : กรดสเตียริก เป็นสารที่เกิดไขมันและน้ำมันจากสัตว์จึงค่อนข้างปลอดภัย มักใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย โลชั่น ครีมรองพื้น และสบู่ มีคุณสมบัติช่วยสร้างความนุ่มนวล ลื่น เป็นประกายแวววาว


สารเคมีที่ควรระวัง

Hydroquinone :
ไฮโดรควิโนน สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางทาฝ้าหาใช้ในระยะยาวจะก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวอย่างมาก เช่น แพ้ ระคายเคือง และทำให้ผิวหน้าดำคล้ำกลายเป็นผ้าถาวร

Sodium Laureth Sulfate : โซเดียมลอริธซัลเฟต พบได้ในโฟมล้างหน้า ยาสีฟัน และในแชมพูมากที่สุด(ประมาณ 90 % ของแชมพูท้องตลาด) อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในบางคน ดังนั้นหากมีผิวบอบบางแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยง

Formaldehyde :
ฟอร์มาลดีไฮด์ ช่วยฆ่าเชื้อโรคและเชื้อราต่าง ๆ พบมากในยาทาเล็บ สบู่ และแชมพู หากสูดดมมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อระบบหายใจได้

S. D. Alcohol : เอส. ดี. แอลกอฮอล์ ใช้ในเครื่องสำอางประเภทรักษาความมันและสิวอุดตัน โดยจะเป็นตัวนำน้ำมันและสิ่งสกปรกออกไปรวมทั้งน้ำหล่อเลี้ยงบนชั้นผิวด้วย จึงทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและแห้งตึงได้

Sodium Hydroxide :
โซเดียมไฮดรอกไซด์ ใช้เป็นส่วนประกอบหลักใน สบู่ แชมพู น้ำยายืดผม ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นด่างสูง จึงอาจทำให้ผิวหรือหนังศีรษะแห้งลอกหรือเกิดการอักเสบได้

Talc/Talcum : แป้งทัลส์หรือทัลคัมที่พบได้ทั่วไปในผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่น แป้งอัดแข็ง บลัชออน อายแชโดว์ หรือสเปรย์ระงับกลิ่นกาย ให้ความรู้สึกลื่น นุ่มนวล แต่ไม่ควรใช้กับส่วนเล้นลับเพราะมีการวิจัยพบว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูกได้มากกว่าปรกติถึง 3 เท่า

Steroid :
สเตียรอยด์ สารอันตรายที่ก่อให้เกิดความผิดปรกติของผิวหนังได้ เนื่องจากสเตียรอยด์เป็นสารอันตรายผู้ผลิตจึงมักไม่ระบุชื่อลงไปในฉลาก ดังนั้นจึงควรเลือกเครื่องสำอางที่น่าเชื่อถือมีเลขทะเบียนอนุญาตจำหน่ายหรือตราที่รับรองว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

เลือกแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี??? เรามีคำตอบมาให้ค๊า


เลือกแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี ? มาดูคำตอบกัน!!!!
ปัจจุบันแป้งพัฟมีมากหลากหลายแบบหลากหลายยี้ห้อทำให้คุณผู้หญิงเกิดคำถามที่ว่าควรซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี? และวันนี้เราก็ขอนำคำถาม ซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี? ที่คุณผู้หญิงหลายๆ ท่านกำลังมองหาคำตอบกันอยู่ โดยเราจะช่วยในการไขคำถามที่ว่านี้ ซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี? ด้วยการนำ 10 ผลิตภัณฑ์แป้งพัฟยี่ห้อที่หลายคนคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดีมาแนะนำให้คุณผู้หญิงหลายๆ ท่านที่กำลังมีคำถามคาใจว่าควรจะเลือกซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดีที่สุด ซึ่งเราก็ได้นำตัวเลือกของแป้งพัฟมาให้คุณผู้หญิงหลายๆ ท่านได้ลองเลือกพิจารณากันดูค่ะว่า คุณผู้หญิงนั้นแบบแป้งพัฟแบบไหนสไตล์ใดหรือแบรนด์อะไร แต่ความเคลื่อนไหนของเรื่องการเลือกซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดียังคงไม่หมดแต่งเพียงเท่านี้ค่ะ คราวหน้าเรายังจะนำมาแนะนำการเลือกซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี แบรนด์อะไรดี ให้คุณผู้หญิงได้รู้กันอีกอย่างแน่นอนค่ะ วันนี้คำถามที่ว่า ซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี? ลองเลือกไปกับ 10 แบรนด์แป้งพัฟนี้กันไปก่อนก็แล้วกันนะจ๊ะ
แป้งพัฟ10 อันดับที่สาวๆ หลงรัก

ซื้อแป้งพัฟยี่ห้อไหนดี ? 10 แป้งพัฟ 10แบรนด์
1   1.  SUQQU แป้งผสมรองพื้นเนื้อบางเบา พาวเดอร์ ฟาวเดชั่น เฟรช เกลี่ยง่ายกลมกลืนไปกับสีผิว มีค่า SPF 27PA++ และมี Crosspolymer เหมาะกับคนที่ต้องการปกปิดริ้วรอยและมีรูขุมขนกว้าง อยากมีผิวสว่างใส จะทาซ้ำกี่ครั้งก็ไม่ดูหนา ราคา 3,000up บาท
 
2. 
 COFFRET DOR ตลับนี้ของสาวที่อยากมีผิวหน้าใสๆ Make Up Press Powder แป้งฝุ่นอัดแข็งเนื้อบาง ช่วยควบคุมความมัน ใช้เติมระหว่างวันได้ ใช้แล้วดูผิวสว่างสดใส

3. NARS รองพื้นเนื้อแป้งตลับสีดำมีกระจกในตัวใช้ได้ทั้งแบบฟองน้ำถ้าต้องการผิวหน้าดูเนียนหรือใช้แปรงถ้าต้องการแต่งหน้าใสๆ และใช้เติมระหว่างวันได้ มีค่า SPF12 ไม่ผสมน้ำหอม ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วเหมาะกับทุกสภาพผิว ราคา 1,000up บาท

4. ZA True White Two-way Foundation แป้งผสมรองพื้นสูตรไวท์เทนนิ่ง ช่วยปกปิด พร้อมบำรุง และปกป้องผิวในขั้นตอนเดียว ราคา 500up บาท

5. สาวผิวมัน ควรใช้แป้งสูตรออยล์ ฟรี Zero Pore Oil-free Pact ของ เอต์ตูเซส์ แป้งเนื้อผสมรองพื้นใช้ทาเพื่อปกปิดรอยสิวหรือสีผิวไม่เสมอก็ได้ ช่วยลดความมันวาวของผิวหน้า กันแดดด้วยค่า SPF 10 PA++ มีสูตรสำหรับผิวแห้งด้วย ราคา 1,000up บาท

6. 
Majolica Majorca Shin Remakerแป้งผสมรองพื้นที่ช่วยลดจุดด่างดำของสีผิว ทำให้ผิวดูเนียนเรียบ สี OC10 ราคารีฟิล 400up บาท ตลับแยกขาย 300up บาท

7. ถ้าชอบแป้งแบบทำให้ผิวหน้ามีประกายวาวนิดๆ แล้วลอง Powder Foundation ของ CLE DE PEAU BEAUTE ใช้กับฟองน้ำแบบแห้ง หรือจะใช้กับฟองน้ำชุบน้ำแล้วบีบน้ำให้หมดก่อนแต้มแป้ง ทาลูบไล้ทั่วหน้าให้สม่ำเสมอจะยิ่งทำให้ปกปิดผิวหน้าได้เนียนกว่า มี 8 เฉดสี เพื่อสาวทุกสีผิว ราคา 5,000up บาท

8. RMK มี 2 เนื้อในตลับเดียว ผงแป้งละเอียดพิเศษ ใช้เทคโนโลยีช่วยผสมสองเนื้อเข้าด้วยกันเรียกว่า Double Press ทาแล้วผิวจะดูเนียนสวยโดยไม่ต้องลงรองพื้นเลย มี 9 เฉดสี พร้อมแปรงนุ่มทำจากขนม้าและฟองน้ำในตลับ ราคา 2,000up บาท

9. ANNA SUI มีแป้งผสมรองพื้นเนื้อละเอียดนุ่มและหอม ทาแล้วสีไม่เปลี่ยน ติดทนใบหน้า ช่วยปกปิดริ้วรอยตื้นๆ ได้ดี Protective Powder Foundation มี SPF 27 PA+ สามารถเลือกให้เข้ากับสีผิวได้ถึง 7 เฉดสี ราคา 1,000up บาท

10. BEAUTY CREDIT LOVELY Q10 SUN PACT SFP50PA++หรือแป้งม้าโยกเป็นแป้งเนื้อแพทไม่ผสมรองพื้นช่วยปกปิดริ้วรอยบนใบหน้าได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมผสมQ10และกันแดดค่าSPF50PA++และยังมีมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยคงความชุ่มชื่นผิวหน้าได้ดี ราคา990 บาท

เรามากำจัดคอเรสเตอรอลกันเถอะ!!!!!!
วันนี้เราได้นำวิธีกำจัดไขมันและคอเลสเตอรอลเพื่อให้คุณผู้หญิงได้มีหุ่นสวย ผอมเพรียวกันอีกครั้งค่ะ ในช่วงเวลาที่สาวๆ ทั้งหลายเริ่มที่จะรู้ตัวว่ากินเยอะและแต่ละอย่างที่กินเข้าไปนั้นมีปริมาณแคลอรี่ที่สาวๆ ทั้งหลายเริ่มหวั่นๆ วันนี้เราได้เอา วิธีลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ ที่สาวๆ ทั้งหลายต้องการมาฝากกันค่ะ การมีไขมันส่วนเกินเป็นปัญหาที่สาวๆ อย่างเราไม่อยากที่จะพบเจอเลยจริงๆ แต่เมื่อเวลาที่ความหิววิ่งเข้าหาก็ไม่สามารถยั้งมือได้เช่นกันจริงไหมหล่ะค่ะ แต่นับจากนี้เป็นต้นไปสาวๆ ทั้งหลายก็ไม่ต้องมาคอยกังวลใจกับการกินที่สุดแสนจะอร่อยอีกแล้ว เพราะว่า 10 วิธีลดไขมันส่วนเกิน ลดแคลอรี่ ที่เรา นำมาแนะนำสามารถช่วยคุณแก้ไขปัญหาไขมันส่วนเกินได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีสาวๆ ทั้งหลายก็ควรจะมีหุ่นสวยกระชับไปพร้อมๆ กับการมีสุขภาพที่ดีอย่างการออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีมากๆ เลยนะ อย่าห่วงแต่ดูแลหุ่นสวยแล้วมองข้ามการมีสุขภาพที่ดีกันนะคะ

10 วิธีลดไขมันส่วนเกิน ลดคอเลสเตอรอล
1. เวลาจะเลือกทานไข่เจียว
แนะนำให้ใส่ผักอย่างหัวหอม มะเขือเทศ เห็ด ลงไปด้วย และทอดด้วยน้ำเปล่าแทนการใช้น้ำมันก็จะช่วยทำให้อิ่มท้องเร็ว อีกทั้งยังช่วยตัดไขมันที่ได้จากน้ำมันออกไปได้ด้วยค่ะ
2. เปลี่ยนการทาน
เปลี่ยนการทานข้าวขาวมาทานเป็นข้าวกล้องแทน แล้วก็จากขนมปังขาวก็เปลี่ยนมาเป็นขนมปังโฮลวีทแทน เพราะจะได้เส้นใยอาหารมากขึ้นช่วยลดน้ำหนักได้
3. การไม่ทาเนยบนขนมปัง
การไม่ทาเนยบนขนมปังจะช่วยลดแคลอรีลงได้ถึง 75 แคลอรีต่อขนมปัง 1 แผ่น
4. ถ้าทานข้าวลดลง 1 ทัพพี
สามารถลดแคลอรีลงได้ 80 แคลอรี ถ้าทำได้ทั้ง 3 มื้อ ก็จะสามารถลดแคลอรีลงได้ถึง 240 แคลอรีต่อวัน

5. เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำ
เปลี่ยนปริมาณของการดื่มน้ำผลไม้จาก 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน
6. เปลี่ยนการใช้น้ำตาล
เปลี่ยนการใช้น้ำตาลมาเป็นสารให้ความหวานแทนในถ้วยเครื่องดื่มและแก้ว จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 32 แคลอรี
7. ใช้นมพร่องมันเนย
ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียมในเครื่องดื่ม
8. เวลาทานสลัด
เวลาทานสลัดให้ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดแคลอรีลงได้ 60 แคลอรี ส่วนถ้าเป็นแบบน้ำใสก็จะช่วยลดได้ 45 แคลอรี
9. เปลี่ยนอาหารเช้า
เปลี่ยนอาหารเช้ามาเป็นอาหารแบบให้พลังงานต่ำ เช่น แกงจืดเต้าหู้ หรือผัดผักใส่เนื้อไม่ติดมัน และใน 1 มื้อ อนุญาตให้มีเมนูทอดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
10. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำตาลได้
ก็สามารถลดปริมาณลดได้ โดยถ้าลดจากการใส่น้ำตาล 2 ช้อนชา (2 ก้อน) เป็น 1 ช้อนชา (1 ก้อน) จะช่วยลดได้ 15 แคลอรี